วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1


 เป็นโรคที่แพร่ติดต่อกันระหว่างคนสู่คน พบที่ประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกาแล้วแพร่ไปยังอีกหลายประเทศ
เชื้อสาเหตุ
 เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ เอช1 เอ็น1 ( A/H1N1 ) เป็นเชื้อตัวใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน เกิดจากการผสมสารพันธุ์กรรมระหว่างเชื้อไข้หวัดใหญ่ของคน สุกร และนก
การแพร่ติดต่อ
 การแพร่ติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งเกิดขึ้นได้ง่าย เกิดจากการถูกผู้ป่วยไอจามรดโดยตรงหรือหายใจเอาฝอยละอองเสมหะ น้ำมูกน้ำลายในระยะ 1 เมตร เนื่องจากเชื้อไวรัสอยู่ในเสมหะ น้ำมุก น้ำลาย แต่บางรายอาจได้รับเชื้อทางอ้อมโดยผ่านทางมือ หรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ผ้าเช็ดมือ เป็นต้น เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ตา ปาก
 ผู้ป่วยอาจเริ่มแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนป่วยช่วง 3 วันแรกจะแพร่เชื้อได้มากที่สุด ระยะแพร่เชื้อมักไม่เกิน 7 วัน
อาการป่วย
 ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มอาการหลังจากการได้รับเชื้อไวรัส 1 - 3 วัน น้อยรายที่นานถึง 7 วัน อาการป่วยใกล้เคียงกันกับโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วไป เช่น มีไข้ ปวดศรีษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ อาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียด้วย
 ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง หายป่วยได้โดยไม่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล อาการจะทุเลาและหายป่วยภายใน 5 - 7 วัน แต่บางรายที่มีอาการปอดอักเสบรุนแรง จะมีอาการหายใจเร็ว เหนื่อย หอบหายใจลำบาก ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้

การรักษา
  ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส คือ ยาโอลเซลทามิเวียร์ ( oseltamivir ) เป็นยาชนิดกิน หากผู้ป่วยได้รับยาภายใน 2 วันหลังเริ่มป่วย จะให้ผลการรักษาดี
 ผู้ป่วยที่มีอาการไม่มาก เช่น ไข่ต่ำ ๆ ตัวไม่ร้อนจัด และยังรับประทานได้ อาจไปพบแพทย์ที่คลีนิคหรือขอรับยาและคำแนะนำจากเภสัชกรใกล้บ้าน และดูแลรักษาที่บ้านได้โดย
- รับประทานยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอล ยาละลายเสมหะ วิตามิน เป็นต้น และเช็ดตัวลดไข้เป้นระยะด้วยน้ำสะอาดไม่เย็น
- ดื่มน้ำสะอาดและน้ำผลไม้มาก ๆ งดน้ำเย็น
- พยายามรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ได้มากพอเพียง เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก ผลไม้ เป็นต้น
- ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ ยกเว้นติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งต้องรับประทานยาจนหมดตามแพทย์สั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อดื้อยา
- ให่นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทดี

การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ
 - หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่
 - หากต้องดูแลผุ้ป่วยควรสวมหน้ากากอนามัยและให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากด้วย หลังดูแลผู้ป่วยทุกครั้ง ควรรีบล้างมือด้วยน้ำ และสบู่ให้สะอาดทันที
 - ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่
 - ใช้ช้อนกลางทุกครั้งเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
 - หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลัง ไอ จาม
 - รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้งไข่ นม ผัก และผลไม้ ดื่มน้ำสะอาดและนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงบุหรี่และสุรา

การป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อ
- หากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรหยุดงาน หยุดเรียน เป็นเวลา 3 - 7 วัน ซึ่งจะช่วยลดการแพร่ระบาดได้มาก
- หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้อื่น
- สวมหน้ากากอนามัย เมื่ออยู่กับผู้อื่น หรือใช้ทิชชูปิดจมูกปิดปากทุกครั้งที่ไอจาม ทิ้งทิชชูลงในถังขยะที่มีฝาปิด แล้วล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่
                                           

                                                  "กินร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือ "


ข้อมูลจากใบพับโรงพยาบาลบางจาก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ริดสีดวงทวาร


จากการได้ไปโรงพยาบาลอยู่บ่อย ๆ นั่งรอหมอเรียกตรวจทำให้ได้มีโอกาสได้อ่านแผ่นพับและหนังสือเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ จึงได้นำมาแบ่งปันในบล็อกให้เพื่อนได้อ่านไปด้วยกัน เพื่อจะมีประโยชน์กันบ้างนะคะ บล็อกได้นำบทความของ รศ. นพ อมรชัย หาญผดุงธรรมะ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ว่าด้วยเรื่อง โรคริดสีดวงทวาร ดังบทความต่อไปนี้

โรคริดสีดวงทวาร

 โรคริดสีดวงทวารนี้เป็นกันมากมาย แทบจะเรียกกล่าวได้ว่าทุกคนมีโอกาสเป็นหรือเป็นโรคนี้กัน โรคริดสีดวงทวารเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นบริเวณทวารหนักของเรา บริเวณนี้จะเรียกว่าไม่สำคัญก็ไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นบริเวณบั้นท้ายหรือเรียกกันว่าก้นดูแล้วจะต่ำต้อยหน่อยแต่ก็มีความสำคัญมากเพราะว่าเป็นส่วนที่เราจะต้องระบายทุกข์ออกไป ถ้าระบายออกไม่ได้ทุกข์กัยังอยู่และคงไม่สามารถมีความสุข เพราะฉะนั้นเราควรต้องรู้จักวิธีทะนุถนอมทางระบายทุกข์ของเราไว้ต้องรู้จักรักษาพยาบาลเอาไว้ให้ดี จะใช้ได้นาน ๆ จะไม่เกิดปัญหาหรือว่าความลำบากเกิดขึ้นได้โรคริดสีดวงทวารนี้ก็เป็นโรคของสัตว์ที่เดิน 2 เท้าอย่างคนเราพวกสัตว์ที่เป็นสัตวืเดิน 4 เท้า เช่น พวกช้าง ม้า วัว ควาย นี่ปัญหาเรื่องริดสีดวงทวารกลับไม่พบอันนี่เชื่อกันว่าการที่เราเดิน 2 เท้านั้นทวารอยู่ในแนวดิ่งตามแรงดึงดูดของโลก จึงเกิดปัญหาโรคริดสีดวงทวารได้ง่ายกว่าสัตว์อื่นตามสถิติแล้วโรคนี้บอกได้เลยว่าถ้าเห็นคนเดินมา 100 คน จะมีโรคนี้อยู่ครึ่งหนึ่ง หรือว่า 50 คนทีเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกรายจะมีปัญหาหรือว่ามีอาการรุนแรง อาจจะมีริดสีดวงทวารจริงแต่ไม่ปรากฏอาการก็ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลรักษาเอาตามอาการหรือว่าตามโรคที่ปรากฏอยู่ อาการที่เกิดขึ้นนั้นจะเร็วหรือช้าอันนี้ก็มีความสัมพันธ์กันหลายอย่าง อาจจะเกี่ยวกับอาหารที่เรารับประทาน เกี่ยวข้องกับภาวะการขับถ่าย หรือว่าท้องผูก เกี่ยวข้องกับลักษณะนิสัยในการถ่ายว่าเป็น

คนที่ชอบเบ่งอุจจาระหรือไม่หรือชอบนั่งถ่ายนาน ๆ หรือไม่ในแง่ของกรรมพันธ์อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อาการของริดสีดวงทวารมีหลายแบบ อาจจะมีอาการเลือดออกติดมากับอุจจาระ หรือ ว่าขณะถ่ายอุจจาระก็อาจจะมีเลือดไหลออกมา หรือบางรายอาจจะมีอาการเป็นก้อนหรือเป็นกลีบโผล่ออกมาจากทวารหนักหรือบางรายอาจจะรู้สึกว่ามีเป็นน้ำชื้น ๆ แฉะอยู่ที่บริเวณก้นหรือบริเวณทวาร หรืออาจจะมีอาการเจ็บ ๆ คัน ๆ ก็ได้ อันนี้เป็นลักษณะที่นำมาพบแพทย์ โดยทั่วไปแล้วโรคริดสีดวงทวารมักจะไม่ค่อยมีอาการเจ็บปวดเท่าไร รายที่เจ็บปวดแสดงว่าได้มีอาการอักเสบหรือติดเชื้อแล้ว หรืออาจจะเกิดมีภาวะเลือดแข็งตัวค้างอยู่ในหัวของริดสีดวงทวารก็เลยเกิดเป็นฝีหรือว่าอักเสบเป็นแผลแตกขึ้นมาที่ทวารหนัก เราอาจจะแบ่งโรคริดสีดวงทวารหนักออกได้เป็น 2 พวกได้คือ

 พวกแรกคือพวกริดสีดวงทวารที่อยู่ข้างใน   และอีก

 พวกคือพวกที่เป็นริดสีดวงทวารที่เรียกว่าอยู่ด้านนอกออกมา

ในแง่ของโรคริดสีดวงทวารที่อยู่ข้างในเราก็แบ่งอาการหรือความรุนแรงของมันออกได้เป็นหลายระดับเช่นกัน นับตั้งแต่ระดับแรกที่หัวโรคริดสีดวงทวารอยู่ข้างในอาจจะนูนโผล่ออกมาเล็กน้อยเท่านั้นเอง พวกนี้ก็อาจจะมีความผิดปกติแต่ว่ามีอาการถ่ายออกมาเป็นเลือดโดยไม่มีความเจ็บปวดในความรุนแรงระดับที่ 2 คือหัวริดสีดวงทวารโผล่ออกมาในขณะที่เราเบ่งหรือถ่ายอุจจาระมา แต่พอเราถ่ายอุจจาระเสร็จหรือหยุดเบ่งหัวนี้ก็จะกลับคืนหดคืนไปได้ อันนี้ก็จะเป็นระยะที่ 2 ของริดสีดวง ในระยะที่ 3 ก็จะมากขึ้นหน่อยคือหัวจะยาวออกมา ถึงแม้เราจะถ่ายเสร็จแล้วก็ไม่ยอมกลับเข้าไป ในระยะนี้เรายังสามารถดันเข้าไปได้ ในระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะที่รุนแรงกว่าเพื่อนอันนี้หัวใหญ่ค้างอยู่เลยและคืนกลับเข้าไปไม่ได้ ฉะนั้นท่านลองสำรวจดูตัวท่านเองว่าริดสีดวงที่ท่านมีอยู่ในระดับไหนแล้ว แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่คงจะไม่ถึงระดับ 4 นะครับ เพราะระดับ 4 คงทนรำคาญหรือทุกข์ทรมานไม่ไหว ในแง่ของการปฏิบัติตัว และแนวทางของการป้องกัน คิดว่ามีความสำคัญที่สุดสำหรับป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานี้กับตัวท่าน  ฉะนั้นจุดที่สำคัญ ๆ

เรื่องแรกคือเรื่องของอาหาร หรือว่าเรื่องการกินการอยู่อันนี้ก็สำคัญ อาหารที่ไม่ทำให้ท้องผูกก็น่าจะเป็นอาหารที่มีส่วนป้องกันและยังเป็นอาหารที่เหมาะสม และรักษาโรคริดสีดวงทวารด้วย ในแง่ของการถ่าย การเบ่งอุจจาระมาก ๆ หรือว่าเบ่งบ่อย ๆ เข้าก็จะทำให้เกิดริดสีดวงทวารหรือถ้ามีอยู่ก่อนแล้วก็โตขึ้น ฉะนั้นถ้าการถ่ายของเราถ่ายง่ายท้องไม่ผูกไม่เบ่งมาก การเกิดริดสีดวงทวารก็จะน้อยลง อาหารที่มีกากมาก ๆ เช่น พวกผัก ส้ม ผลไม้ที่เรารับประทานก้มีประโยชน์ในแง่ของการขับถ่าย พวกนมสดหรือนมเปรี้ยว อันนี้ก็ช่วยให้การขับถ่ายหรือว่าการระบายดีขึ้นการดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอเพียง การรับประทานอาหารและการขับถ่ายนี้เป็นเวลาอันนี้ก็สร้างนิสัยที่เราควรสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคริดสีดวงทวารขึ้นในตัวเรา ในแง่ของการรับประทานอาหารที่อยากจะเน้นสักนิดหนึ่งคือ ถ้าเราสามารถรับประทานอาหารที่มีกากอาหารมาก ๆ จะช่วยให่เราขับถ่ายสะดวก อันนี้ก็จะทำให้เราไม่ต้องเบ่ง เมื่อไม่ต้องเบ่ง


ก็ไม่ต้องเกิดภาวะแรงดันหลอดเลือดดำสูง ก็จะไม่ทำให้หลอดเลือดเราโป่ง ในแง่ของการถ่ายที่เร่งรีบ อันนี้ก็เป็นลักษณะของคนเมืองหรือลักษณะของคนที่อยู่ในภาวะเร่งร้อน ต้องรีบไปทำงาน ตื่นแต่เช้า คนอยู่กันหมู่มากและห้องน้ำมีจำกัดต้องแย่งกันเข้า อันนี้ก็จะทำให้เกิดนิสัยที่ว่ามีความจำเป็นที่จะต้องรีบถ่ายการที่รีบถ่ายมักจะมีการเบ่ง ทำให้เกิดโรคริดสีดวงง่ายขึ้น ในกรณีที่ท่านถ่ายแล้วเกิดมีเลือดพุ่งออกมาแดงแจ๋เต็มโถส้วม อันนี้ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะว่าเลือดที่ออกจากริดสีดวงทวารนี้จะไม่มากมายขนาดที่ทำให้ท่านช๊อคหรือว่าเป็นลม ยกเว้นบางรายเท่านั้น เพราะว่าส่วนใหญ่ก็จะออกเท่าที่ท่านเห็น และจะหยุดไปได้เอง ในแง่ของการรักษาถ้าท่านเป็นโรคหรือว่าอาการเข้าข่ายที่เป็นโรคริดสีดวงทวารดังกล่าวถึงไปพบแพทย์ แต่ไม่ใช่ว่าเพื่อการรักษาอย่างเดียว แต่เพื่อจะได้ตรวจวินิจฉัยให้แน่นอนว่าท่านเป็นโรคริดสีดวงทวารหรือเปล่าหรือว่าเป็นโรคอื่น เป็นโรคอื่นที่ไม่ร้ายแรงก็พอทำเนา แต่ถ้าเป็นโรคสีดวงทวารที่


กลายเป็นมะเร็งของทวารหรือหรือของลำไส้ใหญ่ถือเป็นริดสีดวงร้ายแรง ดังนี้ถ้าท่านเผลอไปหรือว่าเข้าใจผิดคิดว่าเป็นริดสีดวงทวารก็จะเกิดอันตรายและผลเสียหายแก่ชีวิตท่านได้ ดังนั้นประโยชน์ของการไปหาแพทย์ก็จะอยู่ตรงนี้ด้วย นอกเหนือจากการรักษาที่ถูกต้อง ในเรื่องของการรักษาโรคริดสีดวงนี้เรามีวิธีรักษาได้หลายวิธีและขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคด้วยว่าเป็นมากน้อยแค่ไหนแพทย์อาจจะใช้


วิธีรักษาโดยการให้ยาไปถึงวิธีผ่าตัด การให้ยานี้เหมาะสำหรับระยะเริ่มแรก หรือในระยะที่ริดสีดวงยังไม่มีอาการหรือยังไม่ใหญ๋โตมาก  เราจะใช้วิธีฉีดยาเข้าไปที่เส้นเลือดหรือที่หัวของริดสีดวงทำให้ฝ่อ หรือว่าแพทย์อาจใช้วิธีรัดหัวของริดสีดวงด้วยห่วงยางหรือสายยาง จะทำให้หัวริดสีดวงหลุดออกและก็หายภายใน 5 - 10 วัน วิธีที่หนักหน่วงหน่อยก็คือวิธีผ่าตัด อันนี้ใช้สำหรับริดสีดวงขนาดใหญ่ ไม่สามารถจะใช้วิธีที่กล่าวข้างต้นได้ หรืออาจใช้แล้วไม่ได้ผลก็คงต้องผ่าตัดกันไป วิธีอื่น ๆ ก็อาจจะมีบ้างเช่น การถ่างทวารจี้ด้วยพวกแสงหรือรังสีต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับว่าผู้รักษาจะถนัดวิธีไหน การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องทั้งก่อนและ


หลังการรักษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด มิฉะนั้นท่านก็อาจจะต้องกลับมาเป็นอีก ความทรมานที่เกิดจากโรคริดสีดวงทวารก็มีอยู่ว่าคนที่เป็นแล้วถ้าเป็นมากหรือว่ารุนแรงก็จะมีความเจ็บปวดและขยาดกับการที่แผลแตกขึ้นในทวารหนัก ความเจ็บปวดนี้บางทีเป็นมาก จนทำให้รู้สึกว่าไม่อยากจะถ่ายอีกต่อไป แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการรุนแรงขนาดนั้น แผลที่เกิดในทวารหนักส่วนใหญ่จะอยู่ในลักษณะกลางด้านหลังของทวารหนักส่วนใหญ่ มีส่วนน้อยที่จะเป็นด้านหน้า ถ้าแผลแตกอยู่ในบริเวณอื่นจะต้องดูด้วยว่าแผลแตกจากเชื้ออื่นหรือเปล่า เช่น เชื้อชิฟิลิส หรือจากเชื้อวัณโรค หรือว่าอาจจะเป็นมะเร็งก็ได้ ฉะนั้นแพทย์จะต้องตรวจดูท่านก็ไปให้แพทย์วินิจฉัยให้แน่นอน เพราะมิฉะนั้นถ้าผิดพลาดไปหรือล่าช้าไปอาจรักษาโรคได้ไม่ทันการ เพราะฉะนั้นจึงอยากสรุปไว้ตรงนี้ว่า ถ้าท่านเข้าข่ายของอาการที่คิดว่าอาจจะเป็นโรคริดสีดวงทวารได้นอกจากถ่ายเป็นเลือด การมีก้อนอะไรอยู่แถวบริเวณทวารหนักก็ไปปรึกษาแพทย์เสียก่อนเพื่อรับการรักษา คิดว่าคงไม่ยุ่งยากอะไร

ตามที่คุณหมอท่านว่าไว้นะคะ รักษาสุขภาพกันทุก ๆ คนนะคะ
บทความจาก หนังสือ รายการกระจายเสียง วิทยุศึกษา เดือน ธันวาคม 2533
                                                                                          นั่งได้สบายก้นแล้วสินะ ^^

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2558

ปลูกผักสวนครัวกันเถอะ ( ตอน สเปียร์มินต์ Spearmint )


ต้นสเปียร์มินต์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha spicata เป็นพืชที่อยู่ในตระกลูเดียวกับกระเพราและสะระแหน่ ถิ่นกำเนิดในอเมริกา เป็นพืชล้มลุก มีกลิ่นหอมชื่นใจ
ลำต้นเป็นปล้องสั้นๆสี่เหลี่ยมมีขนอ่อนๆคลุมทั่วลำต้นและใบและมีรากงอกออกตามข้อปล้อง ลำต้นสูง 30 - 50 เซนติเมตร
ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน ใบเป็นรูปใบหอกปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเป็นจักฟันเลื่อยห่างๆ ใบย่นเล็กน้อยมีใบที่บางกว่าใบสะระแหน่ ใบกว้าง 2- 3 เซนติเมตร ยาว4 -5 เซนติเมตร
การขยายพันธุ์ ปักชำกิ่ง แยกต้นและหน่อ ปลูกในดินร่วนที่ชุ่มชื้นมีแสงแดดปานกลาง ให้น้ำสม่ำเสมอ
ประโยชน์เป็นผักเครื่องเคียงอาหาร ปลูกประไม้ดับและเป็นสมุนไพรเช่นสูดดมให้ชื่นใจ แก้หวัด เป็นต้น










วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2558

นมสด


นมเครื่องดื่มที่มากไปด้วยคุณประโยชน์ ไม่เพียงเป็นอาหารของเด็กอ่อน ตั้งแต่แรกเกิดถึงหกเดือน นั้นคือนมแม่ นมในที่นี้จะเล่าถึงนมโคที่ดื่มได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มารู้จักประเภทและประโยชน์ของนมกัน

นมจัดเป็นอาหารที่มีคุณค่าสูงและมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้เป็นอาหารเลี้ยงทารก และสำหรับผู้ป่วย ผู้สูงอายุที่ต้องการอาหารเพื่อบำรุงร่างกายเป็นพิเศษ
 นมที่ขายกันในท้องตลาดมีมากมายหลายชนิด ส่วนใหญ่ได้มาจากแม่วัวเรียกว่า นมโค นมโคนี้จะนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์นมอีกหลายประเภท เช่น นมปรุงแต่ง นมผง นมข้น เป็นต้น

นมสด
 คือนมที่รีดมาจากแม่วัวหลังจากคลอดลูกแล้ว 3 วัน โดยมิได้แยกหรือเติมวัตถุอื่นใด แล้วผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อน ในสมัยก่อน ๆ เราท่านทั้งหลายคงคุ้นเคยกับ " นมแขก " กันเป็นอย่างดีแต่นมแขกเป็นนมที่รีดจากแม่วัวแล้วนำไปขายทันทีโดยไม่ผ่านการทำลายเชื้อโรคเสียก่อนจึงอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้ แต่ในปัจจุบัน ได้มีการผลิตนมสดจากแม่วัวพันธุ์ดีแล้วนำไปผ่านกรรมวิธีทำลายเชื้อโรคด้วยวิธีการต่าง ๆ เรียกชื่อต่างกันไป ได้แก่

นมสดพาสเจอร์ไรซ์ ( pasteurized milk ) คือ นมดิบที่ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อนไม่ต่ำกว่า 63 องศาเซลเซียสเป็นเวลาไม่น้อยกว่าครึ่งชั่งโมงหรือทำให้ร้อนไม่น้อยกว่า 72 องศาเซลเซียส เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 16 วินาที แล้วทำให้เย็นลงทันทีถึงอุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่าก่อนบรรจุในภาชนะที่สะอาด และปิดสนิทต้องเก็บรักษาในที่เย็นไม่เกิน 10 องศาเซลเซียสตลอดเวลาจนกว่าจะบริโภค และไม่ควรบริโภคถ้าเก็บนานเกินกว่า 3 วัน แม้จะเก็บไว้ในที่เย็นตลอดเวลาก็ตาม เพราะจำนวนเชื้อโรค หรือบักเตรีในน้ำจะเจริญขึ้นมากจนอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

นมสดสเตอริไลซ์ ( sterilized milk ) คือนมดิบที่ทำให้เป็นเนื้อเดียวกัน ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อนไม่น้อยกว่า 100 องศาเซลเซียส โดยใช้เวลาที่เหมาะสมและบรรจุในภาชนะที่สะอาดปิดสนิท อากาศออกไม่ได้ประเภทกระป๋องเก็บไว้ได้ที่อุณหภูมิห้อง แต่ไม่ควรเก็บไว้นานเกินกว่าที่ระบุไว้บนฉลาก

นมสด ยู เอช ที ( ultra high temperature milk ) หรือ ( ultra heat treated milk ) คือ นมดิบที่ทำให้เป็นเนื้อเดียวกันผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อนไม่ต่ำกว่า 133 องศาเซลเซียส ไม่น้อยกว่า 1 นาที ก่อนบรรจุในภาชนะที่สะอาดปราศจากเชื้อและปิดสนิทอากาศผ่านเข้าออกไม่ได้ เป็นนมสดที่บรรจุกล่องกระดาษไขเก็บไว้ได้ที่อุณหภูมิห้อง แต่ไม่ควรเก็บไว้นานเกินกว่าวันหมดอายุที่ระบุไว้บนฉลาก เช่นเดียวกัน
 นอกจากนมสดทั้ง 3 ชนิดที่กล่าวมาแล้วนี้ ยังมีนมสดอีก 2 ชนิดที่มีผู้ผลิตขึ้นมา สำหรับผู้บริโภคที่เป็นโรคอ้วน โรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือด โดยการแยกเอามันเนยบางส่วน ซึ่งมีอยู่ในนมสดตามธรรมชาติออกไปได้แก่
นมสดพร่องมันพร่องเนย คือ นมดิบที่รีดมาจากแม่วัวและแยกเอามันเนยบางส่วนออก

นมสดขาดมันเนย คือ นมดิบที่รีดมาจากแม่วัวและแยกเอามันเนยออกเกือบหมด เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า " หางนม "

คุณค่าทางอาหาร

 นมเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อเรามากในน้ำนม 1 ลิตรมีคุณค่าทางอาหารดังต่อไปนี้
พลังงาน                                                             700                       กิโลแคลอรี่
โปรตีน                                                                34,000                  มิลลิกรัม
ไขมัน                                                                 35,000                   มิลลิกรัม
แคลเซียม                                                          1,200                     มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส                                                         1,000                     มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก                                                           2.0                        มิลลิกรัม
ไนอะซิน                                                            1.1                         มิลลิกรัม
ไธอามิน ( ไวตามินบี 1 )                                    0.4                         มิลลิกรัม
ไรโบเฟลวิน ( ไวตามินบี 2 )                              1.5                         มิลลิกรัม
กรดแอสคอร์บิค ( ไวตามินซี )                           20                         มิลลิกรัม
ไวตามินเอ                                                        1,200                     ไอยู ( หน่วยสากล )
ไวตามินดี                                                         35                          ไอยู ( หน่วยสากล )

นมสด: ดื่มป้องกันโรคมะเร็ง( 1 )
นมสดนอกจากจะมีสารอาหารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ในนมสดยังมีธาตุแคลเซียม ซึ่งช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง นอกจากนั้น เมื่อไม่นานมานี้ วงการแพทย์ของอังกฤษได้ค้นพบว่า แคลเซียมในนมสดจะช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้ใหญ่ได้ ซึ่งโรคชนิดนี้คนอ้วนที่มีไขมันมาก มีโอกาสที่จะเป็นได้ง่าย เพราะไขมันที่มีมากในร่างกายจะไปเพิ่มการผลิตกรดในน้ำดีก่อให้เกิดอาการระคายเคืองในลำไส้ใหญ่ ทำให้เกิดมีเซล์ผิดปกติขึ้นจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด
 จากเหตุผลนี้จึงสามารถอธิบายได้ว่าคนที่กินผัก หรือรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อยในบางประเทศจึงไม่ค่อยป่วยเป็นโรคนี้เท่าใดนัก และในการศึกษาใหม่ของ ดร. มาร์ติน ลิปคินแห่งศูนย์มะเร็งในนิวยอร์กได้ให้คนไข้ที่มีประวัติป่วยเป็นโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่และมีรูปร่างอ้วน 10 คนดื่มนมสดเป็นประจำเพื่อให้แคลเซียมช่วยละลายกรดน้ำดีลง ในระยะเวลา 2 - 3 เดือนต่อมา ปรากฎว่าก้อนเนื้อร้ายที่ลำไส้ใหญ่มีขนาดลดลงมาก
นมสด: ดื่มอย่างไรไม่ให้ท้องเสีย ( 2 )
 จะเห็นว่านมสดมีประโยชน์ต่อร่างกายของคนเราอย่างมากแต่เนื่องจากบางคนไม่เคยดื่มนมสดเลยหลังจากหย่านม จึงเป็นเหตุให้น้ำย่อยแลคเตสขาดหายไป
ดังนั้นหลาย ๆ ท่านคงเคยปวดท้อง และท้องเสียเสมอหลังจากดื่มนมสดจนคิดจะเลิกดื่มและบางท่านอาจสงสัยว่าทำไมบางคนจึงสามารถดื่มนมสดได้โดยไม่มีอาการท้องเสีย ลองมาพิจารณาส่วนประกอบของนมสดกันก่อนว่า อะไรคือส่วนที่ทำให้บางคนท้องเสีย

ส่วนประกอบของนม                                                ปริมาณที่มีอยู่โดยประมาณร้อยละ
ไขมัน                                                                                              3.80
โปรตีน ( เคซิน, อัลบูมิน และ globulin )                                          3.50
น้ำตาลแลคโตส                                                                               4.80
เถ้า                                                                                                   0.65
น้ำ                                                                                                    87.25

น้ำตาลแลคโตสในนมสดต้องการน้ำย่อยชนิดหนึ่งจากลำไส้เล็ก คือแลคเตส คนที่มีน้ำย่อยชนิดนี้น้อยเกินไป จะท้องเสียหลังจากดื่มนมสด เพราะน้ำตาลแลคโตสไม่ย่อยหรือถูกย่อยไม่หมด บางครั้งจะมีอาการปวดท้องร่วมด้วย ซึ่งเราเรียกอาการเช่นนี้ว่า Lactose intolerance หรือ Lactose malalesorbtion หมายถึง มีน้ำย่อยแลคเตสในลำไส้น้อยเกินไป ทำให้เกิดการบกพร่องในระบบการดูดซึมของน้ำตาลแลคโตส
 แต่ก้มีวิธีกรที่จะปฎิบัติเพื่อให้ดื่ทนมสดได้ ไม่มีอาการปวดท้องหรือท้องเสียดังต่อไปนี้
1. ดื่มนมครั้งละน้อย ๆ วันนละประมาณ 100 ซีซี. หรือ ครึ่งแก้ว
2. ดื่มนมติดต่อกันทุกวัน
3. ดื่มนมหลังอาหาร
4. ดื่มนมโดยผสมกับเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ เช่น ผงโกโก้ ฯลฯ
5. งดดื่มชั่วคราว ถ้าเกิดอาการปวดท้องหรือท้องเสียไม่ว่าจะเกิดจากการดื่มนมสดหรือจากสาเหตุอื่นก็ตาม
 หากเริ่มปฎิบัติตามข้อแนะนำดังกล่าวนี้แล้ว บางคนอาจมีอาการท้องเสียบ้างเล็กน้อยในสัปดาห์แรก แต่หลังจากนั้นอาการต่าง ๆ จะลดลงเนื่องจากลำไส้มีการสร้างน้ำย่อยแลคเตสขึ้นแล้ว ภายในเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ น้ำย่อยแลคเตสก็จะมีอย่างเพียงพอและช่วยให้ท่านสามารถดื่มนมสดได้โดยไม่มีอาการปวดท้องหรือท้องเสียอีก
นมสด : อุตสาหกรรมของไทย ( 3 )
 ปัจจุบันมีจำนวนผู้ผลิตนมสด และนมปรุงแต่งทั้งหมด 11 ราย แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
- โรงงานผู้ผลิตที่เป็นของหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ 2 รายได้แก่ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ( อสค. ) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- กลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม 4 ราย ได้แก่ สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด สหกรณ์โคนมเชียงใหม่ จำกัด สหกรณ์โคนมอยุธยา จำกัด และสหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด
- โรงงานผู้ผลิตเอกชน 4 ราย ได้แก่ บริษัทโฟร์โมสต์อาหารนม จำกัด , บริษัท บางกอกแดรี่พลานท์ จำกัด , บริษัทอุตสาหกรรมนมไทย จำกัด และ บริษัทเนสเลย์ จำกัด
- โครงการส่วนพระองค์ 1 ราย ได้แก่ โรงโคนมจิตรลดา
นอกจากนี้ก็มีผู้ผลิตรายย่อยอื่น ๆ อีกประมาณ 9 ราย
ปัญหาการผลิตของอุตสาหกรรมนมสด
1. ปัญหาด้านราคา ด้วยทุนการผลิตนมดื่มหรือนมพร้อมดื่มโดยใช้น้ำนมดิบจะสูงกว่าการใช้หางนมผง จึงทำให้ผู้ผลิตหลีกเลี่ยงการใช้น้ำนมดิบในอุตสาหกรรมนมดื่ม เพื่อลดต้นทุนการผลิตและป้องกันการขาดทุน
2. ปัญหาด้านวัตถุดิบ การผลิตน้ำนมดิบในประเทศ ผลิตได้ปริมาณน้อยเพียงร้อยละ 5 ของปริมาณความต้องการของผู้บริโภคอาหารนมทั้งหมด แต่กลับพบปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด เพราะโรงงานผลิตนมและผลิตภัณฑ์นมบางแห่งไม่ใช้น้ำนมดิบในการผลิตแต่ใช้หางนมผงแทน เช่นการผลิตนมข้นหวาน ไอศกรีม ฯลฯ
3. ปัญหาด้านคุณภาพ น้ำนมดิบมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอเนื่องจากกรรมวิธีการผลิตจากฟาร์มโคนมบางแห่งยังไม่ได้มาตรฐาน ขาดผู้เลี้ยงที่มีความรู้เงินลงทุน ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัย ทางโรงงานผู้ผลิตนมสดที่รับซื้อน้ำนมดิบจึงต้องคอยตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบด้วยการจัดไขมัน ความถ่วงจำเพาะ แบคทีเรียและดูแลเรื่องความสะอาดของน้ำนมดิบอยู่เสมอ และหากโรงงานผู้ผลิตนมสดเองไม่ระมัดระวังเรื่องการรักษาความสะอาดที่ซื้อมาให้ดีก็มีโอกาสที่น้ำนมดิบจะสูญเสียไปได้มาก
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนมสด
 โดยเหตุที่ในปัจจุบันมีปัญหา การผลิตนมสดหลายประการดังกล่าวมาแล้ว ทั้งในด้านราคา วัตถุดิบ และด้านคุณภาพ ดังนั้นเพื่อช่วยลดปัญหาด้านต่าง ๆ ของอุตสาหกรรมนมสดโดยเฉพาะด้านคุณภาพ เพื่อให้ผู้ผลิตในประเทศสามารถผลิตนมสดให้มีคุณภาพได้มาตรฐานอย่างสม่ำเสมอมีประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากที่สุด สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจึงกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนมสดขึ้นโดยมีขอบข่ายและสาระสำคัญในเรื่องของ ประเภท ส่วนประกอบคุณลักษณะที่ต้องการ วัตถุเจือปนอาหาร สุขลักษณะ การบรรจุ เครื่องหมาย และฉลาก ฯลฯ เช่นนมสดต้องมีสีขาวหรือสีครีมปราศจากกลิ่นรสที่น่ารังเกียจและสิ่งแปลกปลอม เช่น ฝุ่น ผง ขน ต้องปราศจากวัตถุกันเสียเมื่อทดสอบแล้ว ต้องมีมันเนยร้อยละโดยน้ำหนักไม่น้อยกว่า 3.25 มีจำนวนจุลินทรีย์ทั้งหมดโคโลนีในนม 0.1 ลูกบาศก์เซนติเมตร ไม่เกิน 10,000 สำหรับนมสดพาสเจอร์ไรซ์ที่เก็บตัวอย่างจากโรงงาน และไม่เกิน 50,000 สำหรับนมสดพาสเจอร์ไรซ์ที่เก็บตัวอย่างจากร้านจำหน่ายปลีก แต่ต้องไม่พบในนมสดสเตอริไรซ์และนมสดยูเอชที ฯลฯ เป็นต้น

ข้อมูลจากหนังสือ รายการกระจายเสียง ของวิทยุศึกษา เดือน เมษายน 2532

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

โรคปวดข้อรูมาตอยด์และโรคเก๊าท์


อาการปวดเมื่อยตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เป็นอาการที่พบได้เสมอในชีวิตประจำวัน เดินมาก ๆ เล่นกีฬาติดต่อกันนาน ๆ หรือทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง จะพบว่ามีอาการปวดเมื่อยตามแขน ขา ตามข้อต่าง ๆ เช่น ข้อเท้า ข้อเข่า ส่วนใหญ่ถ้าหยุดพักผ่อนอาการเหล่านี้ก็มักจะหายไป แต่อาการปวดข้อที่เกิดจากโรคบางโรค ถึงแม้จะไม่ได้ออกกำลังหรือทำงานหนักก็อาจจะปวดได้ มักจะปวดอยู่นาน ปวดเรื้อรัง อาจทำให้ข้อเสื่อมสภาพ หรือพิการได้ เช่น ปวดข้อจากโรครูมาตอยด์และโรคเก๊าท์เป็นต้น

ปวดข้อรูมาตอยด์ ( Rheumatoid arthritis )
โรคปวดข้อรูมาตอยด์ จัดว่าพบได้บ่อย ดังนั้นเมื่อมีอาการปวดข้อบางคนอาจจะสงสัยว่าตนเองเป็นโรคปวดข้อรูมาตอยด์หรือเปล่า จากสถิติพบว่าโรคนี้พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ประมาณ 4 - 5 เท่า อายุที่พบได้บ่อยก็มักจะเป็นช่วงอายุน้อยประมาณ 20 ปีขึ้นไป แต่โดยทั่วไปก็พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย
สาเหตุ
 เชื่อว่าเป็นผลมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนองผิดปกติต่อเชื่อโรค หรือสารเคมีบางอย่าง ทำให้ภูมิต้านทานเกิดปฎิกิริยาต่อเนื้อเยื่อบริเวณข้อของตัวเอง พบว่ามีอาการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุข้อเกือบทุกแห่งทั่วร่างกายพร้อมกัน ร่วมกับมีการอักเสบของพังผืด หุ้มข้อเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อ

อาการ
 ค่อยเป็นค่อยไป เริ่มด้วยมีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ชาปลายมือปลายเท้า โดยเฉพาะเวลาถูกอากาศเย็น ๆ ปวดเมื่อยตามตัวและข้อต่าง ๆ ต่อมาจึงมีอาการอักเสบของข้อปรากฎ ข้อเริ่มอักเสบก่อน ได้แก่ ข้อนิ้วมือ นิ้วเท้า ข้อมือ ข้อเท้า ข้อเข่า ต่อมาจะเป็นข้อไหล่ ข้อศอก แล้วจะมีการอักเสบลุกลามไปทั่วทุกข้อของร่างกาย
 จะมีอาการปวดข้อพร้อมกันทั้งสองข้าง ข้อจะบวม แดง ร้อน นิ้วมือ นิ้วเท้า จะบวมเหมือนรูปกระสวย อาการปวดข้อ และข้อแข็งมักจะเป็นมากในเวลาอากาศหนาวเย็น หรือในตอนเช้า พอสาย ๆ จะค่อยทุเลาอาการปวดข้อจะเป็นอยู่ทุกวันเป็นเวลานาน บางระยะอาจทุเลาลงแต่จะกลับมากำเริบรุนแรงขึ้นอีก
  ข้อที่มีการอักเสบเรื้อรังร่วมกับมีการอักเสบ เรื้อรังของพังผืด และเส้นเอ็นที่อยู่รอบข้อ อาจมีการอักเสบของกล้ามลายเป็นหย่อม ๆ จะทำให้มีการทำลายโครงสร้างของข้อ เกิดข้อพิการเกิดจากภาวะข้ออักเสบทำให้เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ จึงดึงรั้งให้ข้ออยู่ในท่างอ ประกอบกับความเจ็บปวดข้อและกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยจะพยายามอยู่นิ่ง ๆ อยู่ในท่าสบายคือท่างอข้อ ผลก็คือข้อต่าง ๆ ถูกทำลายและยึดติดหงิกงอไป
 หากผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวข้อต่าง ๆ บ่อย ๆ ข้อจะฝืดและปวดน้อยลง กล้ามเนื้อจะไม่หดเกร็งยึดจนเหยียดไม่ออก การส่งเสริมให้กล้ามเนื้อกลุ่มที่ใช้เหยียดข้อมีความแข็งแรงมากขึ้น โดยการบริหารข้อแบบต่าง ๆ จนต้านแรงกับกลุ่มที่ใช้งอข้อได้ จะช่วยให้ข้อไม่หงิกงอผิดรูปและสามารถใช้งานได้ดี แม้ว่าส่วนประกอบในข้อจะถูกทำลายไปบ้าง
 อาการอื่น ๆ ที่พบได้คือ ซีด ฝ่ามือแดง มีผื่นหรือตุ่มขึ้นตามผิวหนังบางคนอาจมีต่อมน้ำเหลืองโต ม้ามโต ตาอักเสบ หัวใจอักเสบ หรือปอดอักเสบร่วมด้วย

การรักษา
 เนื่องจากการดำเนินโรคเรื้องรัง การอธิบายให้ผู้ป่วยและญาติ พี่น้องทราบถึงความเป็นไปของโรค แผนการรักษาจึงเป็นสิ่งจำเป็น
 ผู้ป่วยจะได้รับยาแก้ปวดข้อและระงับการอีกเสบของข้อตามความเหมาะสมในแต่ละราย ควรปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ หาก สงสัยก็ควรซักถามให้เข้าใจ ไม่ควรซื้อยารับประทานเองเป็นอย่างยิ่ง
 ในระหว่างใช้ยาระงับการอักเสบ ควรงดอาหารรสจัด โดยเฉพาะรสเผ็ดเปรี้ยว งดดื่มเหล้า เบียร์หรือของดอง ซึ่งมีส่วนเสริมหรือเป็นต้นเหตุทำให้เกิดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร หรือแผลในกระเพาะอาหาร
 การป้องการข้อผิดรูปพิการ พยายามเคลื่อนไหวข้อต่าง ๆ ด้วยตนเองตามความสามารถและทำซ้ำ ๆ บ่อย ๆ เช่น ทุกชั่วโมง ระยะแรกอาจจะกินยาร่วมกับการใช้กระเป๋าน้ำร้อน หรือผ้าขนหนูชุบน้ำร้อนประคบตามข้อต่าง ๆ นานประมาณ 10 - 15 นาที ถ้าเป็นมือและเท้าให้แช่น้ำอุ่นครั้งละ 15 นาที วันละ 1 - 2 ครั้ง การเคลื่อนไหวข้อบ่อย ๆ เป็นวิธีลดความฝืดและความเจ็บปวดที่ได้ผลเร็วที่สุดสามารถป้องกันกล้ามเนื้อลีบ และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้เหยียดข้อได้การเคลื่อนไหวข้อ จึงเป็นวิธีป้องกันข้อผิดรูปและความพิการได้ดีที่สุด
 การบริหารข้อและกล้ามเนื้อต่าง ๆ เป็นประจำทุกวันตามหลักทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาข้ออักเสบรูมาตอยด์
การบริหารข้อมีวัตถุประสงค์เพื่อ
- ป้องการข้อฝืด ยึดติด และลดอาการปวดข้อ
- เพิ่มความแข็งแรงของข้อ และกล้ามเนื้อ
เมื่อได้รับคำแนะนำในการบริหารข้อและกล้ามเนื้อผู้ป่วย ควรจะปฎิบัติขณะที่อยู่ที่บ้านด้วย วันละ 3 - 4 เวลา สิ่งใดที่พอจะช่วยเหลือตนเองได้ก็ควรพยายามทำ และเพิ่มการเคลื่อนไหว หรือทำงานเบา ๆ ให้มาขึ้นโดยไม่หักโหม
 ความพิการที่เกิดขึ้นจากโรครูมาตอยด์กว่าร้อยละ 80 เป็นสิ่งหลีกเลี่ยง หรือป้องกันได้ ข้อที่พิการไปบ้างแล้วอาจจะฟื้นฟูให้อยู่ในสภาพใกล้เคียงกับปกติได้ ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตใกล้เคียงกับคนปกติ หรืออย่างน้อยก็สามารถช่วยเหลือตนเองได้ หากได้รับการรักษาและปฎิบัติตามคำแนะนำโดยสม่ำเสมอ ผู้ป่วยและญาติพี่น้องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ความพิการของข้อลดน้อยลง

โรคเก๊าท์ ( Gout )
 เป็นโรคปวดข้อเรื้อรังโรคหนึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุ์กรรม พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ประมาณ 9 - 10 เท่า มักพบในเพศชายอายุมากกว่า 40 ปี หรือหญิงวัยหมดประจำเดือน
สาเหตุ
 เกิดจากร่างกายมีกรดยูริกมากเกินไป หรือไตขับกรดยูริกได้น้อยลงทำให้กรดยูริกคั่งในร่างกายมากผิดปกติ กรดเหล่านี้จะตกผลึกสะสมอยู่ตามข้อ ผิวหนัง ไต และอวัยอื่น ๆ ทำให้มีการอักเสบของข้อ หรือการอักเสบของไตได้

อาการ
 มักจะมีอาการอักเสบของข้อนิ้วหัวแม่เท้า หรือข้อเข่า ข้อเท้าเป็น ๆ หาย ๆ การอักเสบของข้อจะเกิดอย่างฉับพลัน ข้อจะบวมและเจ็บมากจนเดินไม่ไหว ระยะแรกจะมีการอักเสบครั้งละ 1- 2 วัน ปีละ 1 - 2 ครั้ง การอักเสบอาจเกิดขึ้นภายหลังจากมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น เช่น การบาดเจ็บกระทบกระแทกของร่างกาย ดื่มเหล้ามาก กินอาหารที่มีกรดยูริกมาก จากนั้นอาการอักเสบจะถี่ขึ้น จำนวนวันและเวลาที่อักเสบจะนานมากขึ้นจนกลายเป็นข้ออักเสบเรื้อรัง ส่วนข้อที่ปวดก็จะเพิ่มขึ้นจนกระทั่งเป็นเกือบทุกข้อ
 ในระยะหลังเมื่อข้ออักเสบหลายข้อ ผู้ป่วยมักสังเกตว่ามีปุ่มก้อนขึ้นบริเวณที่เคยอักเสบบ่อย ๆ เช่น ข้อนิ้วเท้า ข้อนิ้วมือ ข้อศอก ปุ่มก้อนนี้จะโตขึ้นเรื่อย ๆ จนบางครั้งแตกออกมีสารขาว ๆ คล้ายช็อล์กหรือยาสีฟันไหลออกมา กลายเป็นแผลเรื้อรังหายช้า ในที่สุดข้อต่าง ๆ จะค่อย ๆ พิการใช้งานไม่ได้
การรักษา
 นอกจากจะได้รับยาป้องกันรักษาการอักเสบทางข้อ และยาลดกรดยูริกในร่างกายแล้ว ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยาอื่น ๆกินเอง เพราะยาบางอย่างอาจมีผลกระทบต่อการรักษาโรคนี้ เช่น แอสไพริน หรือยาขับปัสสาวะ ไทอาไซด์ ทำให้ร่างกายขับกรดยูริกน้อยลง
การปฎิบัติตัวอื่น ๆ เช่น
- ควรดื่มน้ำมาก ๆ ทุกวัน เพื่อป้องกันมิให้เกิดนิ่วในไต
- หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำให้โรคกำเริบ เช่น เครื่องในสัตว์ทุกชนิดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
- ควบคุมน้ำหนักอย่าให้อ้วน การลดน้ำหนักควรลดทีละน้อยอย่าลดฮวบฮาบ อาจทำให้มีการสลายตัวของเซลล์อย่างรวดเร็ว และมีการสร้างกรดยูริก ทำให้ข้ออักเสบกำเริบได้
โรคแทรกซ้อน
 หากไม่ได้รับการรักษาอาจกลายเป็นโรคหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง ไตพิการ เส้นเลือดตีบแข็ง นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ถ้าเป็นมากนาน ๆ อาจมีการเสื่อมสลายของข้อได้
  โรครูมาตอยด์และโรคเก๊าเป็นโรคปวดข้อที่พบได้บ่อย และเป็นโรคเรื้อรัง อาจทำให้เกิดความพิการของข้อ หรือเกิดโรคแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ ถ้าได้รับการรักษา และการปฎิบัติตัวไม่ถูกต้อง ความเข้าใจในการดำเนินของโรค และการปฎิบัติตัวตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอของผู้ป่วย การสนับสนุนและให้กำลังใจจากญาติพี่น้อง จะช่วยลดความพิการ หรืออาการที่ไม่พึงปรารถนาได้เป็นอย่างดี

ข้อมูลจากภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี พิมพ์ลงในหนังสือ รายการกระจายเสียง ของวิทยุศึกษา เดือน พฤศจิกายน 2534

โรคเก๊าท์
ลักษณะทั่วไป
 โรคเก๊าท์ เป็นโรคปวดข้อเรื้อรังชนิดหนึ่งที่พบได้ไม่น้อย พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 9 - 10 เท่าส่วนมากจะพบในผู้ชายอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงพบได้น้อย ถ้าพบมักเป็นหลังวัยหมดประจำเดือน
 เป็นโรคที่มีทางรักษาให้หายได้ แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้

สาเหตุ
 เกิดจากร่างกายมีกรดยูริค ( uric acid )มากเกินไปกรดยูริคเป็นสารชนิดหนึ่งที่เป็นผลมาจากการเผาผลาญสารเพียวรีน ( purine )ซึ่งมีมากในเครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ ถั่วต่าง ๆ พืชผักหน่ออ่อนหรือยอดอ่อน และการสลายตัวของเซลล์ในร่างกาย จึงเป็นสิ่งที่พบได้เป็นปกติในเลือดของคนเราและจะถูกขับออกไปทางไต แต่ถ้าหากว่าร่างกายมีการสร้างกรดยูริคมากเกินไป หรือไตขับกรดยูริคได้น้อยลงก็จะทำให้มีกรดยูริคคั่งอยุูในร่างกายมากผิดปกติ ซึ่งจะตกผลึกสะสมอยู่ตามข้อ ผิวหนัง ไต และอวัยวะอื่น ๆ ทำให้เกิดอาการไม่สบายต่าง ๆ

ผู้ป่วยส่วนมากมีสาเหตุจากร่างกายสร้างกรดยูริคมากเกินไป เนื่องจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ จึงพบมีพ่อแม่ญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย
 ส่วนน้อยอาจมีสาเหตุจากร่างกายมีการสลายตัวของเซลล์มากเกินไป เช่น โรคธาลัสซีเมีย มะเร็งในเม็ดเลือดขาว การใช้ยารักษามะเร็งหรือฉายรังสี เป็นต้น หรืออาจเกิดจากไตขับกรดยูริคได้น้อยลง เช่น ภาวะไตวาย ตะกั่วเป็นพิษ ผลจากการใช้ยาไทอาไซด์ เป็นต้น

อาการ
 มีอาการปวดข้อรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันทันที ถ้าเป็นการปวดครั้งแรกจะเป็นเพียงข้อเดียว ข้อที่พบมากได้แก่ นิ้วหัวแม่เท้า ( ส่วนข้อเท้า ข้อเข่า ก็อาจพบในผู้ป่วยบางราย ) ข้อจะบวมและเจ็บมากจนเดินไม่ไหว ผิวหนังในบริเวณนั้นจะตึง ร้อนและแดง และจะพบลักษณะจำเพาะคือ ขณะที่อาการเริ่มทุเลา ผิวหนังในบริเวณที่ปวดนั้นจะลอกและคัน ผุ้ป่วยมักเริ่มมีอาการปวดตอนกลางคืน และมักจะเป็นหลังดื่มเหล้าหรือเบียร์ ( ทำให้ไตขับกรดยูริคได้น้อยลง ) หรือหลังกินเลี้ยง หรือกินอาหารมากผิดปกติหรือเดินสะดุด บางครั้งอาจอาการขณะมีภาวะเครียดทางจิตใจ เป็นโรคติดเชื้อ หรือ ได้รับการผ่าตัดด้วยสาเหตุอื่น บางครั้งอาจมีไข้หนาวสั่น ใจสั่น ( ชีพจรเต้นรัว ) อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร
 ในการปวดข้อครั้งแรก มักจะเป็นอยู่เพียงไม่กี่วัน ( แม้จะไม่ได้รับการรักษาก็ค่อย ๆ หายไปเองได้ ) ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา ในระยะแรก ๆ อาจกำเริบทุก 1 - 2 ปี โดยเป็นที่ข้อเดิม แต่ต่อมาจะเป็นถี่ขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ทุก 4 - 5 เดือน แล้วเป็นทุกทุก 2 - 3 เดือน จนกระทั่งทุกเดือน หรือเดือนละหลายครั้ง และระยะการปวดจะนานวันขึ้นเรื่อย ๆ  เช่น กลายเป็น 7 - 14 วัน จนกระทั่งหลายสัปดาห์หรือปวดตลอดเวลา ส่วนข้อที่ปวดก็จะเพิ่มจากข้อเดียวเป็น 2 - 3 ข้อ ( เช่นข้อมือ ข้อศอก ข้อเข่า นิ้วมือ นิ้วเท้า )จนกระทั้ง เป็นเกือบทุกข้อ ในระยะหลังเมื่อข้อเอกเสบหลายข้อ
 ผู้ป่วยมักสังเกตว่ามีปุ่มก้อนขึ้นที่บริเวณที่เคยอักเสบบ่อย ๆ เช่น ข้อนิ้วเท้า ข้อนิ้วมือ ข้อศอก ข้อเข่า รวมทั้งที่หู เรียกว่า ตุ่มไทฟัส ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของสารยูริคปุ่มก้อนนี้จะโตขึ้นเรื่อย ๆ จนบางครั้งแตกออกเป็นสารสีขาว ๆ คล้ายชอล์ก หรือยาสีฟันไหลออกมา กลายเป็นแผลเรื้อรัง หายช้าในที่สุดข้อต่าง ๆ  จะค่อย ๆ พิการและใช้งานไม่ได้

ข้อปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าท์

1. ควรดื่มน้ำมาก ๆ ทุกวันอย่างน้อย 3 ลิตร เพื่อป้องกันมิให้เกิดนิ่วในไต

2. ถ้าอ้วน ควรลดน้ำหนักทีละน้อยอย่าลดฮวบฮาบทำให้ข้ออักเสบกำเริบได้

3. ขณะที่มีอาการปวดข้อ ควรงดเหล้า เบียร์ และอาหารที่มีกรดยูริดสูง เช่น เครื่องในสัตว์ทุกชนิด กะปิ เนื้อไก่ เนื้อเป็ด ชะอม ไข่แมงดา กระถิน หน่อไม้

4. ยาบางชนิดอาจมีผลต่อการรักษาโรคนี้ เช่น แอสไพริน ยาขับปัสสาวะ ไทอะไซด์ อาจทำให้ร่างกายขับกรดยูริดได้น้อยลง ดังนั้นจึงไม่ควรซื้อยากินเองควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนจะใช้ยา

ค่าปกติของระดับกรดยูริคในร่างกาย
กรดยูริค  ( URIC ACID )
ผู้หญิง 2.4 - 5.7 mg / dl
ผู้ชาย 3.4 - 7.0  mg / dl


ข้อมูลโรคเก๊า จากใบพับ โรงพยาบาลบางจาก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ผลิตภัณฑ์จากผึ้ง



ผึ้ง เป็นแมลงที่จัดอยู่ในประเภทภมร ซึ่งอาศัยน้ำหวานและเกสรดอกไม้เป็นอาหาร มีทั้งหมดทั่วโลกประมาณ 30,000 ชนิด ภมรกลุ่มนี้ที่รู้จักกันดี ได้แก่ ชันโรง และผึ้งน้ำหวานในสกุลเอฟิส ซึ่งเรามักเรียกกันสั้น ๆ ว่า ผึ้ง
 ปัจจุบันผู้บริโภคได้นำผลิตภัณฑ์จากผึ้งมาใช้ประโยชน์ต่อสุขภาพและร่างกายกันมากขึ้นผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้แก่

ไขผึ้ง
หรือที่เราเรียกกันว่าขี้ผึ้ง เกิดจากต่อมไขซึ่งซ่อนอยู่ภายในปล้องท้องด้านล่างของผึ้งงานโดยมันจะผลิตไขผึ้งออกมาในรูปของเกร็ดบาง ๆ สีขาวบริสุทธิ์เหมือนสีน้ำนม ซึ่งเรียกกันโดยทั่ว ๆ ไปว่าเกร็ดไข ซึ่งผึ้งงานจะใช้กรามเคี้ยวเกร็ดไขนี้เพื่อใช้ประโยชน์ในการสร้างรวงผึ้งต่อไป
 ไขผึ้งหรือขี้ผึ้ง ส่วนใหญ่เรานำมาใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางประเภทครีมทาหน้าครีมรองพื้น ครีมนวดผิว ลิปสติกรูจ ฯลฯ
 เหตุที่เราจำเป็นต้องเติมไขผึ้งผสมในเครื่องสำอางนี้ก็เพื่อให้เครื่องสำอางแต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป เช่น การทำครีมหากไม่ใส่ไขผึ้งลงไปก็จะได้ส่วนผสมน้ำกับน้ำนม ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับน้ำนมเท่านั้น แต่ถ้าเราเติมไขผึ้งก็จะช่วยให้เนื้อครีมไม่เหลวเกินไป
 นอกจากนี้แล้ว ยังนำไขผึ้งมาใช้ประโยชน์ในการขัดผิว ยาเม็ด ยาเคลือบ หรือลูกกวาด เพื่อให้ผิวมันเนียน รวมทั้งสามารถนำมาหลอมทำเทียนไขด้วย

เกสรผึ้ง
เกสรผึ้งคือ เกสรหรือเซลสืบพันธ์เพศผู้ของดอกไม้ที่ผึ้งไปเก็บรวบรวมมาโดยใช้ขาปัดเขี่ยรวมกันเป็นก้อนกลมห้อยติดไว้ที่ขาหลังสองก้อน ก้อนเกสรที่ผึ้งงานเก็บมาจะมีน้ำหนักประมาณก้อนละไม่กี่สิบมิลลิกรัม แต่ผึ้งบางรังอาจเก็บเกสรได้ถึงวันละครึ่งถึงหนึ่งกิโลกรัม หากสภาพแวดล้อมบริเวณนั้นมีความอุดมสมบูรณ์พอเพียง
 มีความเชื่อกันว่า ผึ้งเป็นแมลงที่มีสมรรถนะในการเก็บเกสรดอกไม้ได้ดีกว่าแมลงชนิดอื่น โดยจะนำเกสรดอกไม้มาใช้ในรูปของอาหาร ซึ่งในเกสรดอกไม้ที่ผึ้งนำมานี้จะประกอบดัวยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และแร่ธาตุต่าง ๆ เหมาะสำหรับเป็นอาหารของประชากรผึ้งในรัง โดยเฉพาะเกสรที่นำมาบ่มในรังจนผนังเกสรนุ่มยังมีประโยชน์สำหรับใช้เลี้ยงตัวอ่อนอีกด้วย
 สำหรับการนำเกสรผึ้งมาใช้ประโยชน์นั้น เราได้มาโดยการสร้างกับดักเกสรซึ่งนำไปสอดไว้ที่ปากทางเข้าออกรังผึ้ง เวลาที่ผึ้งงานกลับสู่รัง ตะแกรงที่ติดไว้ในกับดักจะครูดก้อนเกสรที่ติดมากับขาหลังให้ร่วงหล่นในภาชนะรองรับที่อยู่ส่วนล่างของกับดักเกสรหลังจากนั้นจึงนำเกสรเหล่านั้นมาตากแดดหรืออบที่อุณหภูมิประมาณ 60 ํ C เพื่อให้ความเหนียวที่ติดอยู่หลุดออกไป

นมผึ้ง
นมผึ้งหรือที่รู้จักในภาษาอังกฤษว่า รอยัล เจลลี่ ( Royal Jelly ) เป็นสารที่ผึ้งงานขับออกมาจากต่อมใต้สมองเพื่อนำไปเลี้ยงนางพญาผึ้ง ในขณะที่ยังเป็นตัวอ่อนมีลักษณะเหมือนครีมข้นสีขาวหรือแป้งเปียกข้น ๆ ผึ้งงานผลิตสารนี้แล้วขับออกมาทางปากป้อนให้กับตัวอ่อนของผึ้งงาน และตัวอ่อนผึ้งตัวผู้ ส่วนตัวอ่อนของผึ้งนางพญานั้นจะได้รับอาหารชนิดนี้มากกว่าเป็นพิเศษ นอกจากนี้ รอยัลเจลลี่ ยังเป็นอาหารที่บรรดาผึ้งงานป้อนให้กับผึ้งนางพญาด้วย เพื่อเสริมแทนโปรตีนที่ต้องใช้ในการผลิตไข่ ดังนั้น คนทั่วไปจึงเชื่อว่า รอยัล เจลลี่ เป็นสิ่งผลิตจากผึ้งที่มีคุณภาพพิเศษ เพราะรอยัล เจลลี่ ประกอบด้วยน้ำตาล โปรตีน ไขมัน เกลือแร่ ไวตามินบีต่าง ๆ มีอยู่ค่อนข้างสูง ส่วนไวตามิตซี และไวตามินดี มีอยู่ในปริมาณที่ตรวจพบได้
 วิธีการนำ รอยัล เจลลี่ออกจากรังผึ้งนั้น มีขั้นตอนยุ่งยากคือ จะต้องนำตัวอ่อนของผึ้งที่มีอายุ 1 วันใส่ในถ้วยพลาสติกเล็ก ๆ ที่ทำเลียนแบบถ้วยนางพญาแล้วปล่อยทิ้งไว้ในรังผึ้งที่มีประชากรหนาแน่น ผึ้งงานเหล่านี้จะระดมให้อาหารแก่ตัวอ่อนที่อยู่ภายในถ้วยเพราะเข้าใจว่าตัวอ่อนเหล่านี้ คือนางพญา หลังจากนั้นประมาณ 3 วัน จึงใช้ปากคีบ คีบเอาตัวอ่อนออกทิ้งแล้วจึงใช้ช้อนเล็ก ๆ ตักรอยัล เจลลี่ รวบรวมไว้ซึ่งถ้วยผึ้งนางพญาพันกว่าถ้วยนี้จะให้รอยัล เจลลี่ เพียงครึ่งกิโลกรัมเท่านั้น
 ในเมืองไทยมีแต่การนำรอ เจลลี่ มารับประทานสด ๆ หรือไม่ก็ผสมกับน้ำผึ้งเพื่อปรุงรสชาติให้น่ารับประทานยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ในต่างประเทศได้นำมาผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เช่นครีมลบรอยย่น และบรรจุในรูปแคปซูลเพื่อเป็นอาหารเสริม

น้ำผึ้ง
น้ำผึ้ง คือ น้ำหวานของดอกไม้ ซึ่งถูกน้ำย่อยในน้ำลายของผึ้ง เปลี่ยนสภาพเป็นคาร์โบ"ฮเดรตในรูปที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันที โดยให้พลังงาน 315 - 335 กิโลแคลลอรี่ / 100 กรัมจึงนับเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ทรงคุณค่าทางอาหารแก่บุคคลทุกเพศ ทุกวัย ที่ช่วยเสริมสร้างพลังงาน

พิษผึ้ง
พิษผึ้ง มีประโยชน์ต่อมนุษย์ไม่น้อยหน้ากว่าผลิตภัณฑ์อื่น โดยเฉพาะองค์ประกอบทางเคมีของพิษผึ้ง เช่น อิสตามิน โดนามิน ฯลฯ ซึ่งมีคุณค่าทางการแพทย์มาก โดยในต่างประเทศได้มีการสกัดพิษผึ้งเพื่อรักษาโรครูมาติซั่ม แต่สำหรับในเมืองไทยนั้น ยังไม่มีการค้นคว้าวิจัยพิษของผึ้งมากเท่าใดนัก
 ปัจจุบันได้มีการนำผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผึ้งมาใช้ประโยชน์อย่างมากมาย เช่น ใช้ในรูปของอาหารและยา รวมทั้งเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อย่างแพร่หลายการนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาใช้ในรูปของอาหาร อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดอาการแพ้ขึ้นได้ ดังนั้นผู้ที่แพ้เกสรดอกไม้จึงควรเลือกใช้ด้วยความระมัดระวัง หากต้องการบำรุงร่างกายให้เป็นปกติสุข การรับประทานอาหารอย่างถูกหลักโภชนาการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ ลดความเครียด ความวิตกกังวล รวมทั้งสิ่งเสพติดต่าง ๆ ก็น่าจะเป็นการเพียงพอ

ข้อมูลจาก สคบ.สาร ปีที่ 13 ที่พิมพ์ ในหนังสือ รายการกระจายเสียง วิทยุศึกษา เดือน สิงหาคม 2534




วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

กายบริหารแบบไทย ท่าฤาษีดัดตนพื้นฐาน 15 ท่า ( ท่าที่ 15 แก้เมื่อยปลายมือปลายเท้า )


ท่าเตรียม



นอนตะแคง เท้าสองข้างชิดกัน ลำตัวเหยียดตรง แขนซ้ายเหยียดตรงขนานกับลำตัว มือคว่ำลงกับพื้น ศีรษะหนุนต้นแขนซ้าย แขนข้างขวาเหยียดตรง คว่ำมือลงแนบลำตัว

ท่าบริหาร


สูดลมหายใจเข้าให้ลึกที่สุด พร้อมกับยกศีรษะขึ้นให้มากที่สุด ในลักษณะหน้าตรงและใช้มือข้างที่แนบลำตัว เลื่อนไปจับข้อเท้าข้างเดียวกับมือเหนี่ยวข้อเท้าให้ยกขึ้นจนหัวเข่าแยกออกจากกัน โดยให้แขนดึง กลั้นลมหายใจไว้สักครู่


ผ่อนลมหายใจออกพร้อมกับปล่อยมือที่จับข้อเท้าหรือปลายเท้าลงช้า ๆ ลดศีรษะลง กลับมาอยู่ในท่าเตรียม


ทำซ้ำเช่นเดิม โดยพลิกตะแคงขวาทำสลับกันซ้ายขวานับเป็น 1 ครั้ง ทำซ้ำ 5 - 10 ครั้ง

ประโยชน์ เป็นการบริหารส่วนเอว เข่า ขา และคอ

ข้อมูลอ้างอิงจากหนังสือ กายบริหารแบบไทย ท่าฤาษีดัดตนพื้นฐาน 15 ท่า สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข



กายบริหารแบบไทย ท่าฤาษีดัดตนพื้นฐาน 15 ท่า ( ท่าที่ 14 แก้ลมเลือดนัยน์ตามัว และแก้ลมอันรัดทั้งตัว )


ท่าเตรียม




นอนคว่ำ ขาทั้งสองข้างเหยียดตรง ส้นเท้าชิดกัน มือทั้งสองข้างประสานกัน วางบนพื้นในระดับคาง

ท่าบริหาร


สูดลมหายใจเข้าให้ลึกที่สุด พร้อมกับยกศีรษะขึ้นเต็มที่


งอขาทั้งสองข้าง ให้ปลายเท้างุ้มชี้มาทางส่วนหลังให้มากที่สุด ส่วนของมือ หน้าท้องและหน้าขาให้แนบพื้น เข่าชิดกัน กลั้นลมหายใจไว้สักครู่



ผ่อนลมหายใจออกพร้อมกับลดศีรษะ และขาทั้งสองข้างกลับมาอยู่ในท่าเตรียม ทำซ้ำ 5 - 10 ครั้ง

ประโยชน์ เป็นการบริหารส่วนคอ ขา และหน้าอก
* ข้อควรระวังผู้ที่มีอาการเวียนศีรษะ ปวดต้นคอ หรือชาแขน ควรหลีกเลี่ยงท่านี้

ข้อมูลอ้างอิงจากหนังสือ กายบริหารแบบไทย ท่าฤาษีดัดตนพื้นฐาน 15 ท่า ของสถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข



กายบริหารแบบไทย ท่าฤาษีดัดตนพื้นฐาน 15 ท่า ( ท่าที่ 13 แก้ตะโพกสลักเพชร และแก้ไหล่ ตะโพกขัด )


ท่าเตรียม

ยืนให้ขาทั้งสองข้างขนานกันหรือเท้าชิดกัน มือทั้งสองจับที่ต้นขา

ท่าบริหาร
สูดลมหายใจเข้าให้ลึกที่สุดพร้อมกับใช้มือบีบนวดจากต้นขาไปจนถึงข้อเท้าจนสามารถก้มแตะ หรือวางฝ่ามือลงที่พื้นได้ โดยขาทั้งสองข้างเหยียดตรง


ผ่อนลมหายใจออก พร้อมกับบีบนวดจากข้อเท้าย้อนกลับขึ้นมาจนถึงต้นขา





แล้วกลับมาอยู่ในท่าเตรียม ระยะเริ่มต้นอาจแยกขาให้มากแล้วจึงขยับขาให้เลื่อนเข้ามาชิดกันที่ละน้อยในแต่ละครั้งของการก้มแตะหรือวางฝ่ามือทำซ้ำ 5 - 10 ครั้ง 

ประโยชน์ เป็นการบริหารไหล่ สะโพกและหลัง
*ข้อควรระวัง ผู้ที่มีอาการปวดหลัง ปวดร้าว ชาลงไปตามขา เสียวแปลบที่หลัง ควรหลีกเลี่ยงท่านี้

ข้อมูลอ้างอิงจากหนังสือ กายบริหารแบบไทย ท่าฤาษีดัดตนพื้นฐาน 15 ท่า ของ สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข




กายบริหารแบบไทย ท่าฤาษีดัดตนพื้นฐาน 15 ท่า ( ท่าที่ 12 แก้ตะคริวมือตะคริวเท้า )

ท่าเตรียม

ยืนแยกขาให้ปลายเท้าแบะออก ย่อตัวเล็กน้อย กางศอก คว่ำมือวางไว้ที่หน้าขาทั้ง 2 ข้าง โดยหันส้นมือออกด้านข้าง

ท่าบริหาร


สูดลมหายใจเข้าให้ลึกที่สุดพร้อมกับยกขาข้างซ้ายลอยขึ้นเหนือพื้น และต้านการกดของมือซ้าย โดยให้หลังตรง เข่างอ ปลายเท้ากระดกขึ้นกลั้นลมหายใจไว้สักครู่พร้อมกับกดมือทั้งสองข้างเน้นนิ่ง


ผ่อนลมหายใจออกพร้อมกับวางขาให้อยู่ในท่าเตรียม


เริ่มต้นทำใหม่ แต่เปลี่ยนเป็นยกขาข้างขวา ทำซ้ำเช่นเดิมสลับซ้าย ขวา นับเป็น 1 ครั้ง ทำซ้ำ 5 - 10 ครั้ง

ประโยชน์ เป็นการทดสอบการทรงตัว เป็นการบริหารส่วนขา

ข้อมูลอ้างอิงจากหนังสือ กายบริหารแบบไทย ท่าฤาษีดัดตนพื้นฐาน 15 ท่า ของสถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข



กายบริหารแบบไทย ท่าฤาษีดัดตนพื้นฐาน 15 ท่า ( ท่าที่ 11 แก้โรคในอก )


ท่าเตรียม จังหวะที่ 1


นอนหงาย ขาและลำตัวเหยียดตรง แขนทั้งสองข้างวางแนบลำตัวมือคว่ำลง

ท่าบริหาร

สูดลมหายใจเข้าให้ลึกที่สุด พร้อมกับยกแขนทั้งสองข้าง ไปวางไว้ศีรษะในลักษะเหยียดตรง


ให้แขนแนบชิดใบหู กลั้นลมหายใจไว้สักครู่ ผ่อนลมหายใจออก พร้อมยกแขนกลับมาอยู่ในท่าเตรียม ทำซ้ำ 5 - 10 ครั้ง

จังหวะที่ 2
ท่าเตรียม

ประสานมือทั้งสองข้างในลักษณะคว่ำมืออยู่บนหน้าท้อง ขาและลำตัวเหยียดตรง

ท่าบริหาร
สูดลมหายใจเข้าให้ลึกที่สุด พร้อมกับยกมือที่ประสานกัน ดัดให้ฝ่ามือหงายแขนเหยียดตรง ค่อย ๆ ยกมือขึ้นไปวางไว้เหนือศีรษะ



ขาเหยียดตรง แขนทั้งสองข้างแนบชิดใบหู กลั้นลมหายใจไว้สัดครู่



ผ่อนลมหายใจออกพร้อมกับลดมือที่ประสานกันมาวางบนหน้าผากในลักษณะหงายมือ

สูดลมหายใจเข้าให้ลึกที่สุด พร้อมกับดัดเหยียดมือที่ประสานไว้ไปทางท้องน้อย จนไหล่ตึง คางยกขึ้น ขาเหยียดตรง ปลายเท้างุ้มลง


ผ่อนลมหายใจออกพร้อมกับเปลี่ยนกลับมาอยู่ในท่าเตรียม เริ่มต้นทำใหม่ ทำซ้ำ 5 - 10 ครั้ง

ประโยชน์ เป็นการผายปอด บริหารส่วน อก ไหล่

ข้อมูลอ้างอิงจาก หนังสือ กายบริหารแบบไทย ท่าฤาษีดัดตนพื้นฐาน 15 ท่า ของสถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข



กายบริหารแบบไทย ท่าฤาษีดัดตนพื้นฐาน 15 ท่า ( ท่าที่ 10 แก้ไหล่ ขา และแก้เข่า ขา )


ท่าเตรียม

ยืนก้าวขาข้างซ้ายเฉียงออกไปทางซ้าย มือข้างเดียวกันวางแนบหน้าขา มือขวาท้าวอยู่บนสะโพกในลักษณะคว่ำมือ ส้นมือดันสะโพก ปลายมือเฉียงไปทางด้านหลัง

ท่าบริหาร


สูดลมหายใจเข้าให้ลึกที่สุดพร้อมกับค่อย ๆ ย่อตัว ทิ้งน้ำหนักลงไปบนขาข้างซ้ายที่ก้าวออกไป


ขณะย่อตัวค่อย ๆ บิดตัวให้หันหน้าไปด้านขวาช้า ๆ โดยขาซ้ายจะย่อ ขาขวาจะตึง กลั้นลมหายใจไว้สักครู่ พร้อมกับกดเน้นส้นมือที่ท้าวอยู่บนสะโพก


ผ่อนลมหายใจออก พร้อมกับค่อย ๆ เปลี่ยนกลับมาอยู่ในท่าเตรียม ทำซ้ำเช่นเดิม แต่เปลี่ยนเป็นก้าวขาข้างขวา ทำสลับกันซ้ายขวานับเป็น 1 ครั้ง ทำซ้ำ 5 - 10 ครั้ง

ประโยชน์ เป็นการบริหารเอว อก ขา ไหล่ ( เป็นการบริหารแบบเกลียวบิด )

ข้อมูลอ้างอิงจากหนังสือ กายบริหารแบบไทย ท่าฤาษีดัดตนพื้นฐาน 15 ท่า ของ สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข