Place, People, Photo, something, somewhere, sometime, some picture เก็บภาพและเรื่องราวของวันวาน สถานที่ ผู้คน เรื่องราว เก็บไว้ในความทรงจำ และคิดถึงกันตลอดไป และอีกอย่างหนึ่งฝากสติ๊กเกอร์ไลน์ของบล็อกกันด้วยนะคะ ให้กำลังใจกันด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ *ภาพการ์ตูนและตัวการ์ตูนในบล็อกนี้ไม่อนุญาตให้นำไปใช้ในธุรกิจหรือเกี่ยวกับการพาณิชย์และกิจการโฆษณาใด ๆทั้งสิ้น นอกจากได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก P. Strawberry เท่านั้น
วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559
10 ประโยคต้องห้าม ( " สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรพูดถึงลูก ๆ " )
10 ประโยคต้องห้าม ที่ไม่ให้พูดกับลูก ๆ หรือ เด็ก ๆ มีใครเคยพูดไปบ้างแล้ว มาดูกันว่ามีอะไรกันบ้าง ที่เป็นประโยคต้องห้ามจากบทความของ พิมลพรรณ สุวรรณโถง ศูนย์สุขวิทยาจิต
" สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรพูดถึงลูก ๆ "
พ่อแม่เป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดและมีอิทธิพลต่อความคิดเห็นความรู้สึกต่อตนเองของเด็กทั้งในทางที่ดีและไม่ดี จึงเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่พึงระมัดระวังคำพูดและวิธีการแสดงความคิดเห็นของตนต่อการกระทำของเด็กเพราะคำพูดที่เป็นอันตรายที่จะกล่าวต่อไปนี้มีส่วนคัญที่จะทำให้เด็กเกิดความสะเทือนใจ, ไม่ยอมรับ, รู้สึกว่าพ่อแม่ไม่รัก,มีความคิดเป็นปฏิปักษ์ต่อพ่อแม่,ในขณะที่พ่อแม่บางรายจะรู้สึกว่า เมื่อได้ว่ากล่าวเด็กแล้วตนเองรู้สึกผ่อนคลายความตึงเครียด, แต่ตามความเป็นจริงแล้ว คำพูดของพ่อแม่จะมีผลต่อการมองตนเอง ( ความภาคภูมิใจ ) ในตนเองของเด็ก
ในบางครั้ง พ่อแม่ก็รู้สึกเสียใจในคำพูดของตนเอง จึงได้มีนักวิชาการผู้ปฏิบัติงานทางสุขภาพจิตให้คำอธิบายถึงการที่พ่อแม่ต้องเรียนรู้การควบคุมอารมณ์โกรธของตนเองโดยได้เสนอแนะให้พ่อแม่พึงระวังและหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดหรือวาจาที่ทำร้ายความรู้สึกของเด็กใน 10 ประโยคที่มีความหมายเช่นที่กล่าวมาแล้วดังนี้คือ
1. การใช้คำพูดเปรียบเทียบเด็กกับบุคคลอื่น เช่นทำไมจึงไม่ทำอย่างพี่เขาล่ะ เขารับผิดชอบตัวเองได้ทุกอย่างหรือ ในทางกลับกัน ก็เป็นการเปรียบเทียบความสามารถของเด็กกับน้อง และยกย่องชมเชยน้องมากกว่าพี่ ซึ่งตามความจริงแล้วคนเรานั้นมีความแตกต่างกันทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะพฤติกรรมตระหนักในเรื่องนี้และไม่ควรจะนำเด็ก ๆ มาเปรียบเทียบกัน เพราะเด็กจะรู้สึกว่าพ่อแม่ลำเอียง, เด็กจะโกรธพี่หรือน้องหรือเพื่อนที่ถูกนำมาเปรียบเทียบกับตัวเขาเด็กอาจทำตรงข้ามกับคำพูดของพ่อแม่ เพราะการเปรียบเทียบหรือบ่นเป็นเสมือนคำตำหนิเขาอาจทำอะไรเป็นการประชดประชันก็ได้ จึงควรใช้คำพูดในเชิงแก้ไขพฤติกรรมเด็ก เช่น การใช้คำถามที่แฝงความต้องการที่จะให้เด็กปฏิบัติ ห้องควรเป็นระเบียบไหม ? หากจำเป็นต้องชี้แจง การใช้ถ้อยคำเชิงกระตุ้นให้เด็กปฏิบัติ แต่มิใช่การสั่งหรือเปรียบถึงคนอื่น และแสดงให้เห็นว่าถ้าหากเขารักษาความเป็นระเบียบ พ่อแม่ก็จะไม่ตำหนิเขา เด็กจะยอมรับการเปลี่ยนแปลง ปฏิบัติได้ดีกว่าที่จะนำไปเปรียบเทียบกับคนอื่น
2. ทำไมถึงทำตัวไม่สมอายุนะ ( หรือทำไมถึงชอบทำตัวเป็นเด็กอยู่เรื่อยนะ )
การพูดเช่นนี้ จะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม แต่จะทำให้เด็กรู้สึกเหมือนถูกดูหมิ่นว่ายังเป็นเด็กเล็ก ๆ ควรชี้แจงถึงเหตุผลหรือข้อจำกัดต่าง ๆ รวมทั้งระเบียบในครอบครัว เพื่อเด็กจะได้รับทราบว่า หากเขาเลิกทำตัวอย่างที่พ่อแม่ว่าไม่เหมาะเขาจะได้รับผลตอบแทน การใช้คำถามในลักษณะนี้อาจเป็นเพราะพ่อแม่คาคหวังในตัวเด็ก คิดว่าเขาจะสามารถทำอะไรได้สมวัย. แต่บางเรื่องก็หนักไปสำหรับเด็ก
พ่อแม่ควรศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เหมาะกับอายุของเด็กศึกษาเกี่ยวกับวิธีการดูแลเด็กและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้ปกครองรายอื่น ๆ บ้างเพื่อทบทวนความคาคหวังของพ่อแม่ ที่มีต่อเด็ก
3.ทำไมลูกไม่ได้เรื่องอย่างนี้นะ?
ส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นเรื่องคำตำหนิเมื่อพ่อแม่มองความเปลี่ยนแปลงของลูก เช่น การแต่งตัวหรือทรงผม ที่ต่างไปจากเดิมที่พ่อแม่เคยดูแลให้มาตลอดการตำหนิจะทำให้เด้กเกิดความโกรธ ซึ่งพ่อแม่ควรเข้าใจว่าเพราะเหตุใดเด็กจึงมีพฤติกรรมเช่นนี้ และควรจะต้องชี้แนะแนวทางที่ดีและเน้นให้เห็นผลร้ายที่ได้รับต่อไป เด็กจำเป็นจะต้องเรียนรู้ การปฏิบัติตนให้เหมาะกับกาลเทศะ
4.การชมลูก เช่น ร่าเริง กระฉับกระเฉง หรือน่ารัก
การพูดยกย่องชมเชยลูกว่า " เป็นคนสวย, ฉลาด, มีไหวพริบหรือสง่าผ่าเผย อาจก่อให้เกิดทั้งผลดีและผลเสียได้ เพราะหากไม่ได้รับคำชมจากคนอื่น เด็กอาจเกิดความเครียดและรู้สึกว่าเขาต่างไปจากคนอื่น
พ่อแม่ควรยอมรับในบุคลิกลักษณะและความสามารถพิเศษของเด็กไม่ควรพูดถึงปมด้อยของเด็ก เช่น เจ้าอารมณ์, อ้วน ขี้เกียจหรือแม้แต่โง่ เพราะจะทำให้เด็กมีความคิดไม่ดีเกี่ยวกับตนเอง พ่อแม่จึงควรใช้ทั้งวิธีให้รางวัลและลงโทษตามความเหมาะสม
5.ทำไมถึงได้โง่อย่างนี้?
เวลาที่โกรธ เหนี่อย หรือแม้แต่เวลาตกใจ พ่อแม่จะใช้คำพูดที่รุนแรง เช่น กรณีที่แม่เห็นลูกวิ่งข้ามถนนโดยไม่ได้มองรถพ่อแม่จะใช้คำพูดรุนแรงต่อว่าเด็กดังกล่าว
คำว่า " โง่ " เป็นคำพูดที่ทำให้เกิดผลเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวชเด็ก ได้กล่าวว่า การที่พ่อแม่เรียกลูกว่า " เด็กโง่ " เป็นคำพูดรุนแรงและไม่ควรจะพูดกับเด็ก เพราะเด็กและคนทุกคน มีความสามารถที่จะแสดงออกในการทำอะไรก็ได้ด้วยตัวเขาเองหากเราเรียกเขาว่า " เด็กโง่ " แล้วก็เท่ากับคุณกำลังบอกเขาว่า เขาไม่มีความสามารถที่จะทำอะไรได้ในชีวิตการดำรงชีวิตของเขาต่อไป เด็กจะกลายเป้นคนที่ไม่มีความสามารถเพียงพอกับงานต่าง ๆ คำพูดประโยคนี้จะมีอิทธิพลต่อเด็กและทำให้เขาคิดว่า เขาเป็นเช่นนี้จริง ๆ เพราะพ่อแม่ซึ่งใกล้ชิดกับเขาเป็นผู้บอกไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม
พ่อแม่ควรมีเป้าหมายหลักคือ การช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในตนเอง มีรากฐานที่มั่นคงในการที่จะเติบโตต่อไป การใช้คำพูดที่ว่า " ทำไมถึงโง่อย่างนี้ " จะทำลายความรู้สึกเปราะบางของเด็ก ทั้งในเรื่องของความมั่นใจในตนเอง และการมองเห็นคุณค่าของตนเอง แต่ถ้าเขามองตนเองต่ำลงดังเช่นที่แม่ว่าเขาความรู้สึกนี้ก็จะติดตัวไปจนเป็นผู้ใหญ่ หากเด็กทำอะไรผิดพลาดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พ่อแม่ไม่ควรใช้คำพูดที่ทำให้เขาเศร้าเสียใจแต่ควรให้กำลังใจเพื่อช่วยให้เด็กปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้น
การสอนเด็กในเรื่องอันตรายต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันซึ่งจะเกิดขึ้นได้หากไม่ระมัดระวังเพียงพอเป็นเรื่องค่อนข้างยาก แต่ก็จำเป็นที่พ่อแม่จะต้องสอนทวนหลายครั้งต้องอดทนที่จะช่วยให้เด็กได้รับการเรียนรู้นั้น การใช้คำพูดเชิงให้รางวัล ชมเชย ปลอบใจ จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ในสิ่งที่ผู้ใหญ่พยายามสอนและจะปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมขึ้นได้
6.คำรำพึง " ฉันไม่น่าจะมีลูกพรรค์นี้เลย "
เมื่อใดที่พ่อแม่ กล่าวประโยคที่ทำลายความรู้สึกประเภทที่ว่า " เรานี่ไม่มีค่าพอที่จะทำให้ฉันรู้สึกว่า เธอเป็นลูกเลยนะ " หรือคำพูดเชิง " ฉันไม่อยากได้เธอเลย " เด็กจะเก็บกดความรู้สึกที่ว่าตนเองไม่มีค่าไว้ภายในและจะรู้สึกฝังใจกับคำพูดเช่นนี้ไปจนโตก็ได้ ในขณะเดียวกันเมื่อเด็กรู้สึกว่าตนเองไม่มีค่าควรแก่การสรรเสริญ เขาก็จะทำตนให้เป็นที่รำคาญ หรือไม่สนใจสิ่งแวดล้อม หรือไม่คิดจะทำสิ่งที่ดีที่เป็นประโยชน์แก่ตนเขาเองและครอบครัว บางครั้งพ่อแม่จะพูดเช่นนี้เนื่องจากผิดหวังในตัวเด็กแต่ในทางการปฏิบัติแล้ว พ่อแม่จะต้องเตือนใจตนเอง และแสดงให้เด็กรับรู้ว่า เขาเป็นที่รักของพ่อแม่ ควรจะบอกกับเด็กให้รู้ว่า " ขณะนี้เขาได้ทำให้พ่อแม่โกรธแล้ว " ก็พอ ไม่ต้องถึงกับใช้ประโยคที่กล่าวมาแล้ว และพ่อแม่ก็ควรใช้เทคนิคในการกำหนดกฏเกณฑ์เพื่อให้เด็กได้ปฏิบัติและสอนให้เด็กรู้จักใช้คำว่า " ขอโทษ " เป็นเครื่องมือในการสร้างสัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่ ลูก
7. " อย่ามายุ่งกับฉัน " หรือ " ให้ฉันอยู่ตามลำพังบ้างเถอะ "
ในบางครั้งพ่อแม่ต้องการจะอยู่ตามลำพัง, อยู่กับเพื่อนหรือว่าทำงาน แต่การไล่เด็กให้ออกไปจากห้องจะทำให้เด็กรู้สึกว่า ไม่ได้รับความรักและไม่เป็นที่ต้องการ แม้ว่าพ่อแม่จะต้องเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานแต่อย่างน้อยควรใช้เวลาอยู่กับลูก 3 ช่วงคือ เช้าก่อนไปทำงาน, เมื่อกลับถึงบ้านตอนค่ำ, และเวลาเข้านอน โดยพ่อแม่จะต้องทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่นใจว่าพ่อแม่ยังรักเขาอยู่ และเมื่อพ่อแม่ให้เวลากับลูก เมื่อเวลาที่เขาต้องการแล้วในเวลาอื่นเขาจะเรียกร้องจากท่านเพียงเล็กน้อยเท่านั้น, ท่านสามารถชี้แจงกับเด็กได้หากต้องการอยู่ตามลำพังบ้างโดยการชี้แจงเชิงบังคับเด็กว่า ท่านได้ให้เวลาแก่เขาแล้ว แต่ถ้าหากเขายังรบกวนท่านอีกเขาจะต้องกลับไปห้องนอนของเขาทันที เพราะขณะนี้ท่านต้องการเวลาส่วนตัวบ้างเด้กจะยอมรับได้มากขึ้น
8. หุบปากซะ, เงียบนะ
คำพูดเช่นนี้ มักจะเกิดขึ้นได้ในหลายสถานการณ์ แต่เป็นคำพูดที่ไม่สุภาพ และการพูดเช่นนี้แสดงว่าสิ่งที่เด็กพูดเป็นเรื่องไม่สำคัญ เด็กจะรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่แคร่ในความคิดของเขา ก่อนจะใช้วาจาเช่นนี้ พ่อแม่ควรมีสติ,พยายามระงับความโกรธ หากว่าไม่สามารถระงับได้ก็ควรเลี่ยงหรือพยายามทำใจให้เย็นขึ้น
ได้มีผู้กล่าวว่า " หากจะให้เด็กเป็นคนสุภาพ ท่านก็ต้องสุภาพกับพวกเขาก่อน " ถ้าคิดได้เช่นนี้พ่อแม่ก็จะงดใช้วาจาเช่นนี้กับลูก ๆ
9. ต้องทำ...นะ ไม่งั้นจะโดน
คำพูดเช่นนี้เป็นคำพูดที่มองดูน่ากลัว ไม่เพียงแต่เป็นคำขู่เท่านั้นแต่ยังเป็นการตัดทอนอำนาจของพ่อแม่ด้วย การใช้คำพูดขู่แต่ไม่ทำตามคำพูดเหล่านี้เป็นเรื่องไร้สาระและเป็นเรื่องเล็กน้อย พ่อแม่ไม่ทำตามคำขู่ที่พูดออกมา แทนที่จะใช้คำขู่พ่อแม่ควรเลือกวิธีการลงโทษที่ท่านสามารถบังคับลูกได้ เช่น " ถ้าหากทำเช่นนี้อีก จะไม่ได้ดูโทรทัศน์ตอนหัวค่ำอีก " การลงโทษเด็กเล็ก ๆ ให้อยู่ในห้อง เป็นการลงโทษที่ไม่ได้ผล แต่สำหรับเด็กโตอาจใชวิธีตัดสิทธฺพิเศษ ก็จะได้ผลดีกว่า ๆ ขู่ หรือว่ากล่าว
10. " มาเร็ว ๆ เข้า ไม่งั้นจะทิ้งไว้ที่นี้นะ "
คำพูดเช่นนี้ ทำให้เด็กตกใจและรีบเร่งทำสิ่งต่าง ๆ การใช้คำขู่ว่าจะทิ้งเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสม เพราะจะทำให้เด็กเกิดความกลัว ทั้งนี้เด้กเล็ก ๆ มักจะมีความคิดว่าพ่อแม่จะหายไปเลยไม่กลับมาอีก แม้ว่าความกลัวนั้นเป็นพัฒนาการตามวัยของเด็กทุกคนในเรื่องการแยกจากพ่อแม่ พ่อแม่ก็ควรเป็นที่พึ่งให้เด็กในฐานะเป็นผู้ปกป้อง, ป้องกันอันตรายต่าง ๆ ซึ่งถ้าพ่อแม่ไม่ให้เด็กในสิ่งนี้เด็กจะเกิดปํญหาการแยกจากพ่อแม่ และเต็มไปด้วยความกลัว หากเด็กยังอืดอาดอยู่อาจยื่นคำขาดแก่เด็กล่วงหน้า เช่น "ลูกมีเวลาเหลืออีก 5 นาทีนะที่จะเล่นกับเพื่อน แล้วเราจะไปกัน " เป็นการพูดทางบวกแทนการขู่
จากบทความของ พิมลพรรณ สุวรรณโถง ศูนย์สุขวิทยาจิต หนังสือ รายการกระจายเสียงวิทยุศึกษา ฉบับเดือน ธันวาคม 2533
วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558
ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1
เป็นโรคที่แพร่ติดต่อกันระหว่างคนสู่คน พบที่ประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกาแล้วแพร่ไปยังอีกหลายประเทศ
เชื้อสาเหตุ
เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ เอช1 เอ็น1 ( A/H1N1 ) เป็นเชื้อตัวใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน เกิดจากการผสมสารพันธุ์กรรมระหว่างเชื้อไข้หวัดใหญ่ของคน สุกร และนก
การแพร่ติดต่อ
การแพร่ติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งเกิดขึ้นได้ง่าย เกิดจากการถูกผู้ป่วยไอจามรดโดยตรงหรือหายใจเอาฝอยละอองเสมหะ น้ำมูกน้ำลายในระยะ 1 เมตร เนื่องจากเชื้อไวรัสอยู่ในเสมหะ น้ำมุก น้ำลาย แต่บางรายอาจได้รับเชื้อทางอ้อมโดยผ่านทางมือ หรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ผ้าเช็ดมือ เป็นต้น เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ตา ปาก
ผู้ป่วยอาจเริ่มแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนป่วยช่วง 3 วันแรกจะแพร่เชื้อได้มากที่สุด ระยะแพร่เชื้อมักไม่เกิน 7 วัน
อาการป่วย
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มอาการหลังจากการได้รับเชื้อไวรัส 1 - 3 วัน น้อยรายที่นานถึง 7 วัน อาการป่วยใกล้เคียงกันกับโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วไป เช่น มีไข้ ปวดศรีษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ อาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียด้วย
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง หายป่วยได้โดยไม่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล อาการจะทุเลาและหายป่วยภายใน 5 - 7 วัน แต่บางรายที่มีอาการปอดอักเสบรุนแรง จะมีอาการหายใจเร็ว เหนื่อย หอบหายใจลำบาก ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้
การรักษา
ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส คือ ยาโอลเซลทามิเวียร์ ( oseltamivir ) เป็นยาชนิดกิน หากผู้ป่วยได้รับยาภายใน 2 วันหลังเริ่มป่วย จะให้ผลการรักษาดี
ผู้ป่วยที่มีอาการไม่มาก เช่น ไข่ต่ำ ๆ ตัวไม่ร้อนจัด และยังรับประทานได้ อาจไปพบแพทย์ที่คลีนิคหรือขอรับยาและคำแนะนำจากเภสัชกรใกล้บ้าน และดูแลรักษาที่บ้านได้โดย
- รับประทานยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอล ยาละลายเสมหะ วิตามิน เป็นต้น และเช็ดตัวลดไข้เป้นระยะด้วยน้ำสะอาดไม่เย็น
- ดื่มน้ำสะอาดและน้ำผลไม้มาก ๆ งดน้ำเย็น
- พยายามรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ได้มากพอเพียง เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก ผลไม้ เป็นต้น
- ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ ยกเว้นติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งต้องรับประทานยาจนหมดตามแพทย์สั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อดื้อยา
- ให่นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทดี
การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ
- หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่
- หากต้องดูแลผุ้ป่วยควรสวมหน้ากากอนามัยและให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากด้วย หลังดูแลผู้ป่วยทุกครั้ง ควรรีบล้างมือด้วยน้ำ และสบู่ให้สะอาดทันที
- ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่
- ใช้ช้อนกลางทุกครั้งเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
- หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลัง ไอ จาม
- รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้งไข่ นม ผัก และผลไม้ ดื่มน้ำสะอาดและนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงบุหรี่และสุรา
การป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อ
- หากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรหยุดงาน หยุดเรียน เป็นเวลา 3 - 7 วัน ซึ่งจะช่วยลดการแพร่ระบาดได้มาก
- หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้อื่น
- สวมหน้ากากอนามัย เมื่ออยู่กับผู้อื่น หรือใช้ทิชชูปิดจมูกปิดปากทุกครั้งที่ไอจาม ทิ้งทิชชูลงในถังขยะที่มีฝาปิด แล้วล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่
"กินร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือ "
ข้อมูลจากใบพับโรงพยาบาลบางจาก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ
วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558
ริดสีดวงทวาร
จากการได้ไปโรงพยาบาลอยู่บ่อย ๆ นั่งรอหมอเรียกตรวจทำให้ได้มีโอกาสได้อ่านแผ่นพับและหนังสือเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ จึงได้นำมาแบ่งปันในบล็อกให้เพื่อนได้อ่านไปด้วยกัน เพื่อจะมีประโยชน์กันบ้างนะคะ บล็อกได้นำบทความของ รศ. นพ อมรชัย หาญผดุงธรรมะ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ว่าด้วยเรื่อง โรคริดสีดวงทวาร ดังบทความต่อไปนี้
โรคริดสีดวงทวาร
โรคริดสีดวงทวารนี้เป็นกันมากมาย แทบจะเรียกกล่าวได้ว่าทุกคนมีโอกาสเป็นหรือเป็นโรคนี้กัน โรคริดสีดวงทวารเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นบริเวณทวารหนักของเรา บริเวณนี้จะเรียกว่าไม่สำคัญก็ไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นบริเวณบั้นท้ายหรือเรียกกันว่าก้นดูแล้วจะต่ำต้อยหน่อยแต่ก็มีความสำคัญมากเพราะว่าเป็นส่วนที่เราจะต้องระบายทุกข์ออกไป ถ้าระบายออกไม่ได้ทุกข์กัยังอยู่และคงไม่สามารถมีความสุข เพราะฉะนั้นเราควรต้องรู้จักวิธีทะนุถนอมทางระบายทุกข์ของเราไว้ต้องรู้จักรักษาพยาบาลเอาไว้ให้ดี จะใช้ได้นาน ๆ จะไม่เกิดปัญหาหรือว่าความลำบากเกิดขึ้นได้โรคริดสีดวงทวารนี้ก็เป็นโรคของสัตว์ที่เดิน 2 เท้าอย่างคนเราพวกสัตว์ที่เป็นสัตวืเดิน 4 เท้า เช่น พวกช้าง ม้า วัว ควาย นี่ปัญหาเรื่องริดสีดวงทวารกลับไม่พบอันนี่เชื่อกันว่าการที่เราเดิน 2 เท้านั้นทวารอยู่ในแนวดิ่งตามแรงดึงดูดของโลก จึงเกิดปัญหาโรคริดสีดวงทวารได้ง่ายกว่าสัตว์อื่นตามสถิติแล้วโรคนี้บอกได้เลยว่าถ้าเห็นคนเดินมา 100 คน จะมีโรคนี้อยู่ครึ่งหนึ่ง หรือว่า 50 คนทีเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกรายจะมีปัญหาหรือว่ามีอาการรุนแรง อาจจะมีริดสีดวงทวารจริงแต่ไม่ปรากฏอาการก็ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลรักษาเอาตามอาการหรือว่าตามโรคที่ปรากฏอยู่ อาการที่เกิดขึ้นนั้นจะเร็วหรือช้าอันนี้ก็มีความสัมพันธ์กันหลายอย่าง อาจจะเกี่ยวกับอาหารที่เรารับประทาน เกี่ยวข้องกับภาวะการขับถ่าย หรือว่าท้องผูก เกี่ยวข้องกับลักษณะนิสัยในการถ่ายว่าเป็น
คนที่ชอบเบ่งอุจจาระหรือไม่หรือชอบนั่งถ่ายนาน ๆ หรือไม่ในแง่ของกรรมพันธ์อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อาการของริดสีดวงทวารมีหลายแบบ อาจจะมีอาการเลือดออกติดมากับอุจจาระ หรือ ว่าขณะถ่ายอุจจาระก็อาจจะมีเลือดไหลออกมา หรือบางรายอาจจะมีอาการเป็นก้อนหรือเป็นกลีบโผล่ออกมาจากทวารหนักหรือบางรายอาจจะรู้สึกว่ามีเป็นน้ำชื้น ๆ แฉะอยู่ที่บริเวณก้นหรือบริเวณทวาร หรืออาจจะมีอาการเจ็บ ๆ คัน ๆ ก็ได้ อันนี้เป็นลักษณะที่นำมาพบแพทย์ โดยทั่วไปแล้วโรคริดสีดวงทวารมักจะไม่ค่อยมีอาการเจ็บปวดเท่าไร รายที่เจ็บปวดแสดงว่าได้มีอาการอักเสบหรือติดเชื้อแล้ว หรืออาจจะเกิดมีภาวะเลือดแข็งตัวค้างอยู่ในหัวของริดสีดวงทวารก็เลยเกิดเป็นฝีหรือว่าอักเสบเป็นแผลแตกขึ้นมาที่ทวารหนัก เราอาจจะแบ่งโรคริดสีดวงทวารหนักออกได้เป็น 2 พวกได้คือ
พวกแรกคือพวกริดสีดวงทวารที่อยู่ข้างใน และอีก
พวกคือพวกที่เป็นริดสีดวงทวารที่เรียกว่าอยู่ด้านนอกออกมา
ในแง่ของโรคริดสีดวงทวารที่อยู่ข้างในเราก็แบ่งอาการหรือความรุนแรงของมันออกได้เป็นหลายระดับเช่นกัน นับตั้งแต่ระดับแรกที่หัวโรคริดสีดวงทวารอยู่ข้างในอาจจะนูนโผล่ออกมาเล็กน้อยเท่านั้นเอง พวกนี้ก็อาจจะมีความผิดปกติแต่ว่ามีอาการถ่ายออกมาเป็นเลือดโดยไม่มีความเจ็บปวดในความรุนแรงระดับที่ 2 คือหัวริดสีดวงทวารโผล่ออกมาในขณะที่เราเบ่งหรือถ่ายอุจจาระมา แต่พอเราถ่ายอุจจาระเสร็จหรือหยุดเบ่งหัวนี้ก็จะกลับคืนหดคืนไปได้ อันนี้ก็จะเป็นระยะที่ 2 ของริดสีดวง ในระยะที่ 3 ก็จะมากขึ้นหน่อยคือหัวจะยาวออกมา ถึงแม้เราจะถ่ายเสร็จแล้วก็ไม่ยอมกลับเข้าไป ในระยะนี้เรายังสามารถดันเข้าไปได้ ในระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะที่รุนแรงกว่าเพื่อนอันนี้หัวใหญ่ค้างอยู่เลยและคืนกลับเข้าไปไม่ได้ ฉะนั้นท่านลองสำรวจดูตัวท่านเองว่าริดสีดวงที่ท่านมีอยู่ในระดับไหนแล้ว แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่คงจะไม่ถึงระดับ 4 นะครับ เพราะระดับ 4 คงทนรำคาญหรือทุกข์ทรมานไม่ไหว ในแง่ของการปฏิบัติตัว และแนวทางของการป้องกัน คิดว่ามีความสำคัญที่สุดสำหรับป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานี้กับตัวท่าน ฉะนั้นจุดที่สำคัญ ๆ
เรื่องแรกคือเรื่องของอาหาร หรือว่าเรื่องการกินการอยู่อันนี้ก็สำคัญ อาหารที่ไม่ทำให้ท้องผูกก็น่าจะเป็นอาหารที่มีส่วนป้องกันและยังเป็นอาหารที่เหมาะสม และรักษาโรคริดสีดวงทวารด้วย ในแง่ของการถ่าย การเบ่งอุจจาระมาก ๆ หรือว่าเบ่งบ่อย ๆ เข้าก็จะทำให้เกิดริดสีดวงทวารหรือถ้ามีอยู่ก่อนแล้วก็โตขึ้น ฉะนั้นถ้าการถ่ายของเราถ่ายง่ายท้องไม่ผูกไม่เบ่งมาก การเกิดริดสีดวงทวารก็จะน้อยลง อาหารที่มีกากมาก ๆ เช่น พวกผัก ส้ม ผลไม้ที่เรารับประทานก้มีประโยชน์ในแง่ของการขับถ่าย พวกนมสดหรือนมเปรี้ยว อันนี้ก็ช่วยให้การขับถ่ายหรือว่าการระบายดีขึ้นการดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอเพียง การรับประทานอาหารและการขับถ่ายนี้เป็นเวลาอันนี้ก็สร้างนิสัยที่เราควรสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคริดสีดวงทวารขึ้นในตัวเรา ในแง่ของการรับประทานอาหารที่อยากจะเน้นสักนิดหนึ่งคือ ถ้าเราสามารถรับประทานอาหารที่มีกากอาหารมาก ๆ จะช่วยให่เราขับถ่ายสะดวก อันนี้ก็จะทำให้เราไม่ต้องเบ่ง เมื่อไม่ต้องเบ่ง
ก็ไม่ต้องเกิดภาวะแรงดันหลอดเลือดดำสูง ก็จะไม่ทำให้หลอดเลือดเราโป่ง ในแง่ของการถ่ายที่เร่งรีบ อันนี้ก็เป็นลักษณะของคนเมืองหรือลักษณะของคนที่อยู่ในภาวะเร่งร้อน ต้องรีบไปทำงาน ตื่นแต่เช้า คนอยู่กันหมู่มากและห้องน้ำมีจำกัดต้องแย่งกันเข้า อันนี้ก็จะทำให้เกิดนิสัยที่ว่ามีความจำเป็นที่จะต้องรีบถ่ายการที่รีบถ่ายมักจะมีการเบ่ง ทำให้เกิดโรคริดสีดวงง่ายขึ้น ในกรณีที่ท่านถ่ายแล้วเกิดมีเลือดพุ่งออกมาแดงแจ๋เต็มโถส้วม อันนี้ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะว่าเลือดที่ออกจากริดสีดวงทวารนี้จะไม่มากมายขนาดที่ทำให้ท่านช๊อคหรือว่าเป็นลม ยกเว้นบางรายเท่านั้น เพราะว่าส่วนใหญ่ก็จะออกเท่าที่ท่านเห็น และจะหยุดไปได้เอง ในแง่ของการรักษาถ้าท่านเป็นโรคหรือว่าอาการเข้าข่ายที่เป็นโรคริดสีดวงทวารดังกล่าวถึงไปพบแพทย์ แต่ไม่ใช่ว่าเพื่อการรักษาอย่างเดียว แต่เพื่อจะได้ตรวจวินิจฉัยให้แน่นอนว่าท่านเป็นโรคริดสีดวงทวารหรือเปล่าหรือว่าเป็นโรคอื่น เป็นโรคอื่นที่ไม่ร้ายแรงก็พอทำเนา แต่ถ้าเป็นโรคสีดวงทวารที่
กลายเป็นมะเร็งของทวารหรือหรือของลำไส้ใหญ่ถือเป็นริดสีดวงร้ายแรง ดังนี้ถ้าท่านเผลอไปหรือว่าเข้าใจผิดคิดว่าเป็นริดสีดวงทวารก็จะเกิดอันตรายและผลเสียหายแก่ชีวิตท่านได้ ดังนั้นประโยชน์ของการไปหาแพทย์ก็จะอยู่ตรงนี้ด้วย นอกเหนือจากการรักษาที่ถูกต้อง ในเรื่องของการรักษาโรคริดสีดวงนี้เรามีวิธีรักษาได้หลายวิธีและขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคด้วยว่าเป็นมากน้อยแค่ไหนแพทย์อาจจะใช้
วิธีรักษาโดยการให้ยาไปถึงวิธีผ่าตัด การให้ยานี้เหมาะสำหรับระยะเริ่มแรก หรือในระยะที่ริดสีดวงยังไม่มีอาการหรือยังไม่ใหญ๋โตมาก เราจะใช้วิธีฉีดยาเข้าไปที่เส้นเลือดหรือที่หัวของริดสีดวงทำให้ฝ่อ หรือว่าแพทย์อาจใช้วิธีรัดหัวของริดสีดวงด้วยห่วงยางหรือสายยาง จะทำให้หัวริดสีดวงหลุดออกและก็หายภายใน 5 - 10 วัน วิธีที่หนักหน่วงหน่อยก็คือวิธีผ่าตัด อันนี้ใช้สำหรับริดสีดวงขนาดใหญ่ ไม่สามารถจะใช้วิธีที่กล่าวข้างต้นได้ หรืออาจใช้แล้วไม่ได้ผลก็คงต้องผ่าตัดกันไป วิธีอื่น ๆ ก็อาจจะมีบ้างเช่น การถ่างทวารจี้ด้วยพวกแสงหรือรังสีต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับว่าผู้รักษาจะถนัดวิธีไหน การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องทั้งก่อนและ
หลังการรักษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด มิฉะนั้นท่านก็อาจจะต้องกลับมาเป็นอีก ความทรมานที่เกิดจากโรคริดสีดวงทวารก็มีอยู่ว่าคนที่เป็นแล้วถ้าเป็นมากหรือว่ารุนแรงก็จะมีความเจ็บปวดและขยาดกับการที่แผลแตกขึ้นในทวารหนัก ความเจ็บปวดนี้บางทีเป็นมาก จนทำให้รู้สึกว่าไม่อยากจะถ่ายอีกต่อไป แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการรุนแรงขนาดนั้น แผลที่เกิดในทวารหนักส่วนใหญ่จะอยู่ในลักษณะกลางด้านหลังของทวารหนักส่วนใหญ่ มีส่วนน้อยที่จะเป็นด้านหน้า ถ้าแผลแตกอยู่ในบริเวณอื่นจะต้องดูด้วยว่าแผลแตกจากเชื้ออื่นหรือเปล่า เช่น เชื้อชิฟิลิส หรือจากเชื้อวัณโรค หรือว่าอาจจะเป็นมะเร็งก็ได้ ฉะนั้นแพทย์จะต้องตรวจดูท่านก็ไปให้แพทย์วินิจฉัยให้แน่นอน เพราะมิฉะนั้นถ้าผิดพลาดไปหรือล่าช้าไปอาจรักษาโรคได้ไม่ทันการ เพราะฉะนั้นจึงอยากสรุปไว้ตรงนี้ว่า ถ้าท่านเข้าข่ายของอาการที่คิดว่าอาจจะเป็นโรคริดสีดวงทวารได้นอกจากถ่ายเป็นเลือด การมีก้อนอะไรอยู่แถวบริเวณทวารหนักก็ไปปรึกษาแพทย์เสียก่อนเพื่อรับการรักษา คิดว่าคงไม่ยุ่งยากอะไร
ตามที่คุณหมอท่านว่าไว้นะคะ รักษาสุขภาพกันทุก ๆ คนนะคะ
บทความจาก หนังสือ รายการกระจายเสียง วิทยุศึกษา เดือน ธันวาคม 2533
นั่งได้สบายก้นแล้วสินะ ^^
วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2558
ปลูกผักสวนครัวกันเถอะ ( ตอน สเปียร์มินต์ Spearmint )
ต้นสเปียร์มินต์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Mentha spicata เป็นพืชที่อยู่ในตระกลูเดียวกับกระเพราและสะระแหน่ ถิ่นกำเนิดในอเมริกา เป็นพืชล้มลุก มีกลิ่นหอมชื่นใจ
ลำต้นเป็นปล้องสั้นๆสี่เหลี่ยมมีขนอ่อนๆคลุมทั่วลำต้นและใบและมีรากงอกออกตามข้อปล้อง ลำต้นสูง 30 - 50 เซนติเมตร
ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน ใบเป็นรูปใบหอกปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเป็นจักฟันเลื่อยห่างๆ ใบย่นเล็กน้อยมีใบที่บางกว่าใบสะระแหน่ ใบกว้าง 2- 3 เซนติเมตร ยาว4 -5 เซนติเมตร
การขยายพันธุ์ ปักชำกิ่ง แยกต้นและหน่อ ปลูกในดินร่วนที่ชุ่มชื้นมีแสงแดดปานกลาง ให้น้ำสม่ำเสมอ
ประโยชน์เป็นผักเครื่องเคียงอาหาร ปลูกประไม้ดับและเป็นสมุนไพรเช่นสูดดมให้ชื่นใจ แก้หวัด เป็นต้น
วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2558
นมสด
นมเครื่องดื่มที่มากไปด้วยคุณประโยชน์ ไม่เพียงเป็นอาหารของเด็กอ่อน ตั้งแต่แรกเกิดถึงหกเดือน นั้นคือนมแม่ นมในที่นี้จะเล่าถึงนมโคที่ดื่มได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มารู้จักประเภทและประโยชน์ของนมกัน
นมจัดเป็นอาหารที่มีคุณค่าสูงและมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้เป็นอาหารเลี้ยงทารก และสำหรับผู้ป่วย ผู้สูงอายุที่ต้องการอาหารเพื่อบำรุงร่างกายเป็นพิเศษ
นมที่ขายกันในท้องตลาดมีมากมายหลายชนิด ส่วนใหญ่ได้มาจากแม่วัวเรียกว่า นมโค นมโคนี้จะนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์นมอีกหลายประเภท เช่น นมปรุงแต่ง นมผง นมข้น เป็นต้น
นมสด
คือนมที่รีดมาจากแม่วัวหลังจากคลอดลูกแล้ว 3 วัน โดยมิได้แยกหรือเติมวัตถุอื่นใด แล้วผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อน ในสมัยก่อน ๆ เราท่านทั้งหลายคงคุ้นเคยกับ " นมแขก " กันเป็นอย่างดีแต่นมแขกเป็นนมที่รีดจากแม่วัวแล้วนำไปขายทันทีโดยไม่ผ่านการทำลายเชื้อโรคเสียก่อนจึงอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้ แต่ในปัจจุบัน ได้มีการผลิตนมสดจากแม่วัวพันธุ์ดีแล้วนำไปผ่านกรรมวิธีทำลายเชื้อโรคด้วยวิธีการต่าง ๆ เรียกชื่อต่างกันไป ได้แก่
นมสดพาสเจอร์ไรซ์ ( pasteurized milk ) คือ นมดิบที่ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อนไม่ต่ำกว่า 63 องศาเซลเซียสเป็นเวลาไม่น้อยกว่าครึ่งชั่งโมงหรือทำให้ร้อนไม่น้อยกว่า 72 องศาเซลเซียส เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 16 วินาที แล้วทำให้เย็นลงทันทีถึงอุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่าก่อนบรรจุในภาชนะที่สะอาด และปิดสนิทต้องเก็บรักษาในที่เย็นไม่เกิน 10 องศาเซลเซียสตลอดเวลาจนกว่าจะบริโภค และไม่ควรบริโภคถ้าเก็บนานเกินกว่า 3 วัน แม้จะเก็บไว้ในที่เย็นตลอดเวลาก็ตาม เพราะจำนวนเชื้อโรค หรือบักเตรีในน้ำจะเจริญขึ้นมากจนอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
นมสดสเตอริไลซ์ ( sterilized milk ) คือนมดิบที่ทำให้เป็นเนื้อเดียวกัน ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อนไม่น้อยกว่า 100 องศาเซลเซียส โดยใช้เวลาที่เหมาะสมและบรรจุในภาชนะที่สะอาดปิดสนิท อากาศออกไม่ได้ประเภทกระป๋องเก็บไว้ได้ที่อุณหภูมิห้อง แต่ไม่ควรเก็บไว้นานเกินกว่าที่ระบุไว้บนฉลาก
นมสด ยู เอช ที ( ultra high temperature milk ) หรือ ( ultra heat treated milk ) คือ นมดิบที่ทำให้เป็นเนื้อเดียวกันผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อนไม่ต่ำกว่า 133 องศาเซลเซียส ไม่น้อยกว่า 1 นาที ก่อนบรรจุในภาชนะที่สะอาดปราศจากเชื้อและปิดสนิทอากาศผ่านเข้าออกไม่ได้ เป็นนมสดที่บรรจุกล่องกระดาษไขเก็บไว้ได้ที่อุณหภูมิห้อง แต่ไม่ควรเก็บไว้นานเกินกว่าวันหมดอายุที่ระบุไว้บนฉลาก เช่นเดียวกัน
นอกจากนมสดทั้ง 3 ชนิดที่กล่าวมาแล้วนี้ ยังมีนมสดอีก 2 ชนิดที่มีผู้ผลิตขึ้นมา สำหรับผู้บริโภคที่เป็นโรคอ้วน โรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือด โดยการแยกเอามันเนยบางส่วน ซึ่งมีอยู่ในนมสดตามธรรมชาติออกไปได้แก่
นมสดพร่องมันพร่องเนย คือ นมดิบที่รีดมาจากแม่วัวและแยกเอามันเนยบางส่วนออก
นมสดขาดมันเนย คือ นมดิบที่รีดมาจากแม่วัวและแยกเอามันเนยออกเกือบหมด เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า " หางนม "
คุณค่าทางอาหาร
นมเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อเรามากในน้ำนม 1 ลิตรมีคุณค่าทางอาหารดังต่อไปนี้
พลังงาน 700 กิโลแคลอรี่
โปรตีน 34,000 มิลลิกรัม
ไขมัน 35,000 มิลลิกรัม
แคลเซียม 1,200 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 1,000 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 2.0 มิลลิกรัม
ไนอะซิน 1.1 มิลลิกรัม
ไธอามิน ( ไวตามินบี 1 ) 0.4 มิลลิกรัม
ไรโบเฟลวิน ( ไวตามินบี 2 ) 1.5 มิลลิกรัม
กรดแอสคอร์บิค ( ไวตามินซี ) 20 มิลลิกรัม
ไวตามินเอ 1,200 ไอยู ( หน่วยสากล )
ไวตามินดี 35 ไอยู ( หน่วยสากล )
นมสด: ดื่มป้องกันโรคมะเร็ง( 1 )
นมสดนอกจากจะมีสารอาหารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ในนมสดยังมีธาตุแคลเซียม ซึ่งช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง นอกจากนั้น เมื่อไม่นานมานี้ วงการแพทย์ของอังกฤษได้ค้นพบว่า แคลเซียมในนมสดจะช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้ใหญ่ได้ ซึ่งโรคชนิดนี้คนอ้วนที่มีไขมันมาก มีโอกาสที่จะเป็นได้ง่าย เพราะไขมันที่มีมากในร่างกายจะไปเพิ่มการผลิตกรดในน้ำดีก่อให้เกิดอาการระคายเคืองในลำไส้ใหญ่ ทำให้เกิดมีเซล์ผิดปกติขึ้นจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด
จากเหตุผลนี้จึงสามารถอธิบายได้ว่าคนที่กินผัก หรือรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อยในบางประเทศจึงไม่ค่อยป่วยเป็นโรคนี้เท่าใดนัก และในการศึกษาใหม่ของ ดร. มาร์ติน ลิปคินแห่งศูนย์มะเร็งในนิวยอร์กได้ให้คนไข้ที่มีประวัติป่วยเป็นโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่และมีรูปร่างอ้วน 10 คนดื่มนมสดเป็นประจำเพื่อให้แคลเซียมช่วยละลายกรดน้ำดีลง ในระยะเวลา 2 - 3 เดือนต่อมา ปรากฎว่าก้อนเนื้อร้ายที่ลำไส้ใหญ่มีขนาดลดลงมาก
นมสด: ดื่มอย่างไรไม่ให้ท้องเสีย ( 2 )
จะเห็นว่านมสดมีประโยชน์ต่อร่างกายของคนเราอย่างมากแต่เนื่องจากบางคนไม่เคยดื่มนมสดเลยหลังจากหย่านม จึงเป็นเหตุให้น้ำย่อยแลคเตสขาดหายไป
ดังนั้นหลาย ๆ ท่านคงเคยปวดท้อง และท้องเสียเสมอหลังจากดื่มนมสดจนคิดจะเลิกดื่มและบางท่านอาจสงสัยว่าทำไมบางคนจึงสามารถดื่มนมสดได้โดยไม่มีอาการท้องเสีย ลองมาพิจารณาส่วนประกอบของนมสดกันก่อนว่า อะไรคือส่วนที่ทำให้บางคนท้องเสีย
ส่วนประกอบของนม ปริมาณที่มีอยู่โดยประมาณร้อยละ
ไขมัน 3.80
โปรตีน ( เคซิน, อัลบูมิน และ globulin ) 3.50
น้ำตาลแลคโตส 4.80
เถ้า 0.65
น้ำ 87.25
น้ำตาลแลคโตสในนมสดต้องการน้ำย่อยชนิดหนึ่งจากลำไส้เล็ก คือแลคเตส คนที่มีน้ำย่อยชนิดนี้น้อยเกินไป จะท้องเสียหลังจากดื่มนมสด เพราะน้ำตาลแลคโตสไม่ย่อยหรือถูกย่อยไม่หมด บางครั้งจะมีอาการปวดท้องร่วมด้วย ซึ่งเราเรียกอาการเช่นนี้ว่า Lactose intolerance หรือ Lactose malalesorbtion หมายถึง มีน้ำย่อยแลคเตสในลำไส้น้อยเกินไป ทำให้เกิดการบกพร่องในระบบการดูดซึมของน้ำตาลแลคโตส
แต่ก้มีวิธีกรที่จะปฎิบัติเพื่อให้ดื่ทนมสดได้ ไม่มีอาการปวดท้องหรือท้องเสียดังต่อไปนี้
1. ดื่มนมครั้งละน้อย ๆ วันนละประมาณ 100 ซีซี. หรือ ครึ่งแก้ว
2. ดื่มนมติดต่อกันทุกวัน
3. ดื่มนมหลังอาหาร
4. ดื่มนมโดยผสมกับเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ เช่น ผงโกโก้ ฯลฯ
5. งดดื่มชั่วคราว ถ้าเกิดอาการปวดท้องหรือท้องเสียไม่ว่าจะเกิดจากการดื่มนมสดหรือจากสาเหตุอื่นก็ตาม
หากเริ่มปฎิบัติตามข้อแนะนำดังกล่าวนี้แล้ว บางคนอาจมีอาการท้องเสียบ้างเล็กน้อยในสัปดาห์แรก แต่หลังจากนั้นอาการต่าง ๆ จะลดลงเนื่องจากลำไส้มีการสร้างน้ำย่อยแลคเตสขึ้นแล้ว ภายในเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ น้ำย่อยแลคเตสก็จะมีอย่างเพียงพอและช่วยให้ท่านสามารถดื่มนมสดได้โดยไม่มีอาการปวดท้องหรือท้องเสียอีก
นมสด : อุตสาหกรรมของไทย ( 3 )
ปัจจุบันมีจำนวนผู้ผลิตนมสด และนมปรุงแต่งทั้งหมด 11 ราย แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
- โรงงานผู้ผลิตที่เป็นของหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ 2 รายได้แก่ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ( อสค. ) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- กลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม 4 ราย ได้แก่ สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด สหกรณ์โคนมเชียงใหม่ จำกัด สหกรณ์โคนมอยุธยา จำกัด และสหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด
- โรงงานผู้ผลิตเอกชน 4 ราย ได้แก่ บริษัทโฟร์โมสต์อาหารนม จำกัด , บริษัท บางกอกแดรี่พลานท์ จำกัด , บริษัทอุตสาหกรรมนมไทย จำกัด และ บริษัทเนสเลย์ จำกัด
- โครงการส่วนพระองค์ 1 ราย ได้แก่ โรงโคนมจิตรลดา
นอกจากนี้ก็มีผู้ผลิตรายย่อยอื่น ๆ อีกประมาณ 9 ราย
ปัญหาการผลิตของอุตสาหกรรมนมสด
1. ปัญหาด้านราคา ด้วยทุนการผลิตนมดื่มหรือนมพร้อมดื่มโดยใช้น้ำนมดิบจะสูงกว่าการใช้หางนมผง จึงทำให้ผู้ผลิตหลีกเลี่ยงการใช้น้ำนมดิบในอุตสาหกรรมนมดื่ม เพื่อลดต้นทุนการผลิตและป้องกันการขาดทุน
2. ปัญหาด้านวัตถุดิบ การผลิตน้ำนมดิบในประเทศ ผลิตได้ปริมาณน้อยเพียงร้อยละ 5 ของปริมาณความต้องการของผู้บริโภคอาหารนมทั้งหมด แต่กลับพบปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด เพราะโรงงานผลิตนมและผลิตภัณฑ์นมบางแห่งไม่ใช้น้ำนมดิบในการผลิตแต่ใช้หางนมผงแทน เช่นการผลิตนมข้นหวาน ไอศกรีม ฯลฯ
3. ปัญหาด้านคุณภาพ น้ำนมดิบมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอเนื่องจากกรรมวิธีการผลิตจากฟาร์มโคนมบางแห่งยังไม่ได้มาตรฐาน ขาดผู้เลี้ยงที่มีความรู้เงินลงทุน ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัย ทางโรงงานผู้ผลิตนมสดที่รับซื้อน้ำนมดิบจึงต้องคอยตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบด้วยการจัดไขมัน ความถ่วงจำเพาะ แบคทีเรียและดูแลเรื่องความสะอาดของน้ำนมดิบอยู่เสมอ และหากโรงงานผู้ผลิตนมสดเองไม่ระมัดระวังเรื่องการรักษาความสะอาดที่ซื้อมาให้ดีก็มีโอกาสที่น้ำนมดิบจะสูญเสียไปได้มาก
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนมสด
โดยเหตุที่ในปัจจุบันมีปัญหา การผลิตนมสดหลายประการดังกล่าวมาแล้ว ทั้งในด้านราคา วัตถุดิบ และด้านคุณภาพ ดังนั้นเพื่อช่วยลดปัญหาด้านต่าง ๆ ของอุตสาหกรรมนมสดโดยเฉพาะด้านคุณภาพ เพื่อให้ผู้ผลิตในประเทศสามารถผลิตนมสดให้มีคุณภาพได้มาตรฐานอย่างสม่ำเสมอมีประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากที่สุด สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจึงกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนมสดขึ้นโดยมีขอบข่ายและสาระสำคัญในเรื่องของ ประเภท ส่วนประกอบคุณลักษณะที่ต้องการ วัตถุเจือปนอาหาร สุขลักษณะ การบรรจุ เครื่องหมาย และฉลาก ฯลฯ เช่นนมสดต้องมีสีขาวหรือสีครีมปราศจากกลิ่นรสที่น่ารังเกียจและสิ่งแปลกปลอม เช่น ฝุ่น ผง ขน ต้องปราศจากวัตถุกันเสียเมื่อทดสอบแล้ว ต้องมีมันเนยร้อยละโดยน้ำหนักไม่น้อยกว่า 3.25 มีจำนวนจุลินทรีย์ทั้งหมดโคโลนีในนม 0.1 ลูกบาศก์เซนติเมตร ไม่เกิน 10,000 สำหรับนมสดพาสเจอร์ไรซ์ที่เก็บตัวอย่างจากโรงงาน และไม่เกิน 50,000 สำหรับนมสดพาสเจอร์ไรซ์ที่เก็บตัวอย่างจากร้านจำหน่ายปลีก แต่ต้องไม่พบในนมสดสเตอริไรซ์และนมสดยูเอชที ฯลฯ เป็นต้น
ข้อมูลจากหนังสือ รายการกระจายเสียง ของวิทยุศึกษา เดือน เมษายน 2532
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










