วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ปมด้อย : มีได้ก็หายได้





คุุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าคะ ที่มีปมด้อย
คุณฟังคำวิจารณ์จากคนอื่น แล้วเก็บมาฝั่งไว้ในใจ ไม่ยอมลบเลือนทั้งที่อาจเป็นเรื่องนานเนกาเลมาแล้ว แต่คุณก็ยังยึดติดอยู่ว่าเป็นความจริงมาถึงปัจจุบัน
 เช่น เมื่อตอนเด็ก ๆ คุณอาจจะถูกผู้ใหญ่วิจารณ์ว่าคุณเป็นคนขี้ริ้วขี้เหร่ เมื่อโตขึ้นคุณก็ยังฝังใจกับปมด้อยนี้ ทำให้ไม่สนใจที่จะทำตัวให้สดชื่นมีเสน่ห์ เพราะคิดแต่ว่าแต่งอย่างไรก็คงไม่ขึ้น เรามันคนขี้เหร่ ไม่มีทางสวยได้หรอกในชาตินี้
 เมื่อเป็นนักเรียน คุณอาจจะเรียนไม่เก่ง สอบเกือบตกทุกเทอม ใคร ๆ ก็ว่าคุณโง่ ตราบจนบัดนี้ แม้คุณจะมีการมีงานทำเป็นหลักฐานแล้ว แต่คุณก็ยังเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม เพราะกลัวจะพูดอะไรโง่ ๆ ออกไป เหล่านี้เป็นต้น
 คนที่ฝั่งใจในปมด้อยของตนเอง มักแสดงกิริยาท่าทางออกมาให้คนอื่นเขารับได้อยู่เสมอ เช่น มีอะไรนิดหน่อยก็หน้าแดง เขินอายเสียแล้วเวลาพูดก็ติดตะกุกตะกัก บางคนก็ติดอ่าง จะตัดสินใจอะไรก็ลังเลเป็นเวลานาน เวลาเดินก็ก้มหน้าดูแต่พื้นไม่ยอมมองหน้าคนที่เดินสวนไปมาเดินผ่านคนมาก ๆ ก็ขาสั่น หรือต้องใส่แต่เสื้อตัวโคร่ง ๆ ปิดบังรูปร่างเอาไว้ เพราะอายที่รูปร่างไม่ดี ฯลฯ

 เมื่อคุณแสดงความไม่มั่นใจในตัวเองออกไปอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ มีหรือที่ใคร ๆ เขาจะชื่นชมคุณ มีแต่จะยิ่งดูถูก หรือซ้ำเติมให้คุณตกต่ำมากขึ้นไปอีกเท่านั้นเอง
 ในครอบครัว ลูกเต้าก็จะไม่ค่อยเคารพเชื่อฟังคุณ สามีหรือภรรยาก็จะหมดศรัทธาในตัวคุณ เพราะคุณไม่ได้แสดงความเป็นผู้นำ หรือมีน้ำยาให้พวกเขาเชื่อถือหรือภาคภูมิใจได้เลย เอาแต่คอยหลบอยู่ด้านหลัง ให้คนอื่นออกหน้าแทนทุกครั้งไป
 ในที่ทำงาน ตำแหน่งการงานของคุณก็ไม่ก้าวหน้า เพราะหัวหน้าคนไหนล่ะที่จะเลือกคนที่ไม่ค่อยมีมนุษยสัมพันธ์ เอาแต่หลบหน้าหลบตาคนอื่นมาเป็นผู้รับผิดชอบงานสำคัญ ๆ ที่มีตำแหน่งสูง ๆ เพราะแค่ดูแลตัวเองให้รอดไปวัน ๆ ก็แทบแย่แล้ว
 คนที่มีปมด้อย และไม่ยอมสลัดปมด้อยทิ้ง จึงมักจะเป็นลูกน้องเขาไปตลอดกาล หาความก้าวหน้าในชีวิตไม่ค่อยได้
 ถ้าคุณคิดว่าคุณมีปมด้อย คุณไม่อยากจะหายหรอกหรือ?
 ปมด้อยนั้นเมื่อมีได้ ก็หายได้ ถ้าคุณมีความตั้งใจจริง และพยายามที่จะเลิกคิดถึงปมด้อยของคุณเสียที
 ลืมสิ่งที่คนอื่นเคยวิพากษ์วิจารณ์คุณเสีย ลืมตามาพบกับปัจจุบัน ณ บัดนี้
 เลิกขี้อาย เวลาพูดกับใครก็จงสบตาเขาตรง ๆ อย่าหลบ ในเมื่อเขามองเราได้ ทำไมเราจะมองเขาบ้างไม่ได้
 เคยติดอ่าง ก็หัดพูดเสียงดัง ๆ หัดอ่านหนังสือเสียงดัง ๆ จนคล่องก่อนก็ได้ แล้วเวลาพูดจะหายติดอ่างไปเอง เวลาพูดก็พูดช้า ๆ ไม่ต้องรีบถ้ารีบจะทำให้พูดผิดพูดถูกได้ง่าย
  เลิกเดินก้มหน้าหาเศษสตางค์ตามพื้นถนน หัดเงยหน้าขึ้นมาดูทิวทัศน์ข้างบนบ้าง แล้วคุณจะได้เห็นอะไรดี ๆ อีกเยอะ
 เคยยอม เคยหงอให้คนอื่นอยู่เรื่อย ก็หัดปฎิเสธให้เป็น อะไรที่ไม่ชอบ ไม่อยากทำ ก็ลองบอกออกไปตรง ๆ คนอื่นจะได้รู้จักเกรงใจคุณเสียบ้าง
 นิสัยกลัวคน ก็เปลี่ยนเป็นยิ้มให้คนอื่นก่อน ทำใจดีสู้เสือไว้ คุณจะได้เพื่อนเพิ่มขึ้นอีกหลายคน
 เคยคิดว่าตัวเองไม่สวย ไม่หล่อ ก็ส่องกระจกดูเสียใหม่ แล้วคุณจะเห็นว่าตัวเรานั้น ก็ไม่เลวนักหรอกน่า แต่งตรงนั้นนิด เติมตรงนี้หน่อย ทำผมทรงใหม่บ้าง หน้าตาก็ดูดีขึ้นเยอะ
 ที่ใส่เสื้อผ้าสีทึม ๆ ตัวโกร่ง ๆ เพราะอายรูปร่าง ก็ลองหันมาบริหารร่างกาย ลดหน้าท้อง เพิ่มหน้าอก เดินยืดตัวให้อกผายไหล่ผึ่ง หาเสื้อผ้าสีสดใสมาลองใส่ดูบ้าง รับรองชีวิตจะสดชื่นขึ้นทันตาเห็น
 เห็นไหมค่ะว่า ปมด้อยก็หายหายได้ไม่ยากเลย
 ต่อไปนี้ใครเขามาวิพากษ์วิจารณ์คุณ ก็รับฟังไว้พิจารณาเท่านั้นพออย่าเก็บมาคิดลงโทษตัวเองให้เจ็บปวดและเป็นปมด้อยเลยค่ะ เสียเวลาแห่งความสุขในชีวิตไปเปล่า ๆ


บทความของ อิทิรา ปัทมินทร์ นักจิตวิทยา กองสุขภาพจิต กรมการแพทย์
จากหนังสือรายการกระจายเสียง วิทยุศึกษา ฉบับเดือน ธันวาคม 2534 หน้า16 - 18

วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ความสำคัญของแม่




แม่ เป็นคำเรียก บุคคลที่เป็นหญิงซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดคนเราทุกทุกคน แม่ เป็นคนที่เราอยู่ใกล้ชิด ได้อาศัยพึ่งพิง, พักกายใจมาตลอดโดยเฉพาะในระยะที่แม่ต้องอุ้มท้องบุตรในขณะตั้งครรภ์ แม่หลายรายจะกล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่รู้ว่าจะมีลุก มีความพร้อมและอยากจะมีเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง และความรู้สึกอีกหลายประการที่แสดงออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ แม่ที่มีความพร้อมทั้งกายและใจ จะให้ความสนใจเอาใจใส่ลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จะเตรียมตนเองเพื่อจะรับสภาพใหม่ที่มีความเปลี่ยนแปลงทางรูปร่างผิวพรรณ และเตรียมตนเองในเรื่องโภชนาการ กินอาหารที่มีคุณค่า พักผ่อนให้เพียงพอ ต้องรักษาสุขภาพของตนเองให้มากกว่าเดิมเพราะจะมีผลต่อพัฒนาการของเด็กในภายหลังได้ นอกเหนือไปจากนี้แม่ที่ตั้งครรภ์แรกก็อาจมีปัญหาสุขภาพจิตบ้างเป็นครั้งคราว นับตั้งแต่ความวิตกกังวลเกี่ยวกับบุตรที่จะเกิดมากังวลเรื่องสุขภาพอนามัยของลูก,การคลอด, การเลี้ยงดู และอื่น ๆ ซึ่งก้แสดงให้ถึง ภาวะอันหนักหน่วงของแม่ ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนกระทั่งถึงเวลาให้กำเนิดบุตร นับว่าแม่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ได้มีคำกล่าวไว้ว่า การเป็นแม่นั้นยิ่งใหญ่ไม่มีใครเหมือน แม่เป็นสภาพแวดล้อมในบ้านที่ใครก็ไม่อาจทดแทนได้ในฐานะที่เป็นผู้ให้การศึกษาแก่เด็ก ๆ ในวัยเริ่มแรกของชีวิต

การอบรมเลี้ยงดูเด็ก และการให้คำแนะนำตลอดไป จนกระทั่งเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นความรับผิดชอบและเป็นอภิสิทธิ์อันยิ่งใหญ่ที่ผู้เป็นแม่ได้รับผู้เป็นแม่จึงมีงานรับผิดชอบต้องอาศัยความพยายามอย่างยิ่งและจะต้องเข้าใจถึงจิตวิทยาพัฒนาการเด็กพอสมควรทีเดียว
 เมื่อบุตรยังอยู่ในวัยทารก ช่วยตนเองไม่ได้ แม่จะต้องเป็นผู้ดูแลใกล้ชิด ให้อาหารที่มาจากตัวของแม่เอง คือ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งมีคุณค่าทางอาหารมาก ในระยะนี้เด็กและแม่จะสร้างความสัมพันธ์และโยงสายใยของความรักสู่กันได้จากการสัมผัส แม่มองสบตาลูก โอบกอดและพูดคุยหยอกล้อกับลูกโดยไม่จำเป็นว่า เด็กจะต้องตอบโต้ แต่เด็กก็อาจจะส่งเสียงตามความรู้สึกขณะนั้น และแม่ก็เป็นบุคคลสำคัญในการกระตุ้นพัฒนาการด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคมของเด็ก การที่เด็กได้อยู่ใกล้ชิดกับแม่และสามารถสื่อความรู้สึกต่าง ๆ ต่อกัน จะมีผลต่อไปถึงอนาคต คือ การสามารถสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ๆ ในสังคมได้นอกเหนือไปจากแม่และบุคคลภายในครอบครัว
 หน้าที่อื่น ๆ ของแม่นอกจากการเลี้ยงดูลูกตามพัฒนาการแล้ว แม่ต้องให้ความใกล้ชิด เป็นมิตรกับลูกที่สำคัญ คือ การอบรมสั่งสอนลูกให้มีความสุขและสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข รวมไปถึงการช่วยให้สังคมมีความสุขสงบสันติ จึงได้มีคำกล่าวของ ศ.นพ. ฝน แสงสิงแก้ว ว่าสุขภาพจิตดี เริ่มต้นที่บ้าน แม่จึงเป็นคนสำคัญในการทำให้คนมีสุขภาพจิตดีด้วยการอบรมสั่งสอนลูกในเรื่อง การดูแลตนเอง - กิจวัตรประจำวัน เพื่อให้เขาได้เกิดความภาคภูมิใจที่ได้ทำอะไรด้วยตัวเองและประสบความสำเร็จ และจะเป็นพื้นฐานต่อไปในการดำเนินชีวิต ตั้งแต่ความรับผิดชอบในหน้าที่ การเรียน การเล่น การวางตัว การปฎิบัติต่อผู้อื่น ความอดทน การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ความเป็นอิสระไม่พึ่งพาคนอื่นมากนัก เด็กที่ได้รับความรัก ความเอาใจใส่จากแม่อย่างปกติไม่มากไปหรือน้อยเกินไป ก็จะมีความเชื่อมั่นในการตัดสินใจทำสิ่งต่าง ๆ จะรู้จักการให้และรับตามความเหมาะสมเด็กจะรักคนอื่นเป็น ไม่อิฉาหรือแกล้งคนอื่น หรือประสงค์ร้ายต่อคนอื่นแต่เขาจะรู้จักเผื่อแผ่เอื้อเฟื้อเห็นใจคนอื่น ไม่หยาบกระด้าง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ผู้อบรมเลี้ยงดูลูกมาตั้งแต่เกิด คือ พ่อแม่ แต่ในบทความนี้ จะกล่าวถึง แม่ ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดลูกที่สุดตั้งแต่เขาเกิดมา แม่นั้นต้องให้ความรักความอบอุ่นและสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของเด็กและการที่แม่ได้ดูแลปรนนิบัติเมื่อเขาหิว, กลัว, เจ็บปวด, ร้อนหนาว และอื่น ๆ อย่างไรบ้าง
 ในการที่คนเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีบุคลิกภาพบริบูรณ์ (  well integrated personality ) ต้องการสิ่งต่อไปนี้อย่างเพียงพอ คือ
1. ความรัก ความอบอุ่น ( affection )
2. ความเข้าใจ ( understanding )
3. ความมั่นคงทางใจ ( security )
4. ระเบียบวินัย ( discipline )
5. ความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับของสังคม ( achievement and social acceptance )
 แม่จึงเป็นผู้ที่สามารถตอบสนองความต้องการของเด็กโดยให้สิ่งที่ได้กล่าวมาแล้ว ตลอดจนฝึกฝนให้เด็กมีระเบียบวินัยโดยสม่ำเสมอ อารมณ์คงเส้นคงวา โดยให้เขาเกิดความรู้สึกมั่นคงทางใจและความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นรากฐานสำคัญของบุคลิกภาพที่ดี และความสำเร็จในชีวิตของลูก
 แม่มีความสำคัญในการเป็นเพื่อนของลูก ให้ลูกไว้วางใจ เป็นแบบอย่างให้ลูกประพฤติตาม ไม่ว่าจะเป็นด้านอารมณ์ การแสดงออกการมองโลก ความประพฤติอยู่ในศีลธรรม ความตั้งใจในการทำงาน, เล่น เพื่อให้ประสบผลสำเร็จตามความคาคหมาย แต่มิได้มีความหมายว่า แม่มีความสำคัญแต่เพียงผู้เดียว พ่อก็มีความสำคัญเช่นเดียวกันเพราะพ่อก็จะเป็นผู้สร้างและอบรมให้ลูกมีความแข็งแกร่ง อดทน ตั้งใจทำงาน และเสริมสร้างบุคลิกภาพที่เหมาะสมตามเพศของตน แต่ในที่นี้จะกล่าวถึง ความสำคัญของแม่ ซึ่งมิได้มีต่อลูกเพียงเท่านั้น แต่จะต้องดูแลบ้าน ในฐานะแม่เรือน แม่ถูกคาดหวังจากคนในครอบครัวว่าจะต้องบันดาลสิ่งต่าง ๆ ให้ทันที คนจะเรียกร้องสิ่งต่าง ๆ จากแม่ แม่ในปัจจุบัน ต้องทำงานนอกบ้าน เพื่อช่วยหาเลี้ยงครอบครัว, ต้องอบรมสั่งสอนดูแลสิ่งต่าง ๆ ให้ลูก และคนอื่น ๆ ในครอบครัว โดยเฉพาะพ่อจะเรียกร้องและคาดหวังในด้านต่าง ๆ จากแม่ คิดว่าแม่เป็นผู้มีความสามารถสูง สามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ให้ผ่านพ้นไปได้ แต่หากเกิดข้อขัดข้องขึ้นมา และไม่เป็นดังที่คนในครอบครัวหวัง เราก็มักจะได้ยินคำกล่าวเป็นเชิงโทษแม่ว่าทำไมไม่ดูแลลูกให้ดี, ปล่อยลูกจนเกินไป ฯลฯ ถ้าไม่ดีก็คงเป็นเพราะแม่อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งควรทำความเข้าใจกันระหว่างพ่อ แม่ ว่าพ่อแม่มีหน้าที่ในการดูแลลูกและแบ่งเบาภาระของกันและกัน แต่มิใช่เกี่ยงกัน ถ้าหากลูกเห็นบทบาทความสามารถและใกล้ชิดแต่แม่ ลูกชายจะหาบุคคลที่เลียนแบบได้จากที่ใด การมีพฤติกรรมสมตามเพศของตนก็มีส่วนมาจากการอบรมเลี้ยงดูในครอบครัวอย่างมาก แม่จึงมีภาระหนักทั้งต้องเชื่อมโยงให้พ่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก และต้องแบ่งเวลาให้กับครอบครัวด้วยเช่นกัน
 จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในภาระหน้าที่ที่สำคัญของแม่ ซึ่งได้มีจิตแพทย์ท่านหนึ่งคืออีริค ฟรอมมี ได้กล่าวไว้ว่า ความรักของแม่ไม่มีเงื่อนไข ( unconditional love ) เราจึงพบว่า ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไรก็ตาม แม่ก็ยังรักให้อภัย ต้องการจะช่วยเหลือดูแลลูกอยู่เสมอ แม่ปรารถนาถึงความสำเร็จในชีวิตของลูก, ให้ลูกเป็นคนดี สามารถปรับตัวกับการเรียน การงาน สังคมและมีคู่ครองสร้างครอบครัวใหม่ต่อไป และเป็นพ่อแม่รุ่นใหม่ที่ดีเช่นเดียวกับที่เขาได้รับการดูแลมาจากแม่ของเขาเช่นกัน
 แม่ไม่ได้หวังผลตอบแทนจากลูกขอเพียงให้ลูกมีความสุข ความเจริญก็พอใจแล้ว เมื่อพบว่าแม่มีพระคุณอันใหญ่หลวง ตอบแทนอย่างไรก็ไม่หมดจึงเป็นหน้าที่และสิ่งพึงกระทำสำหรับลูก ๆ ในการดูแลรับใช้ ปรนนิบัติแม่ด้วยความเอาใจใส่กตัญญูู เพื่อให้แม่ได้มีความสุขกายสุขใจ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ และมีชีวิตยืนยาวต่อไปโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องปฎิบัติเฉพาะวันแม่เท่านั้น


บทความของ พิมลพรรณ สุวรรณโถง
จากหนังสือรายการกระจายเสียง ของวิทยุศึกษา ฉบับเดือน ตุลาคม 2534

ใกล้วันแม่แล้วจึงได้นำบทความนี้มาถ่ายทอดเพื่อได้เห็นถึงความสำคัญของแม่และรักแม่กันให้มากขึ้น




ผีเสื้อหนอนหนามและผีเสื้อหนอนใบรัก

ผีเสื้อหนอนหนาม

 ผีเสื้อหนอนหนามมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ศรีลังกา อินเดีย แพร่กระจายเข้ามาในบ้านเราโดยการขนส่งสินค้าปัจจุบันแพร่กระจายอยู่ทั่วไปจนถึงตอนบนของมาเลเซีย เพศผู้และเพศเมียมีลวดลายเหมือนกัน พบได้ตลอดทั้งปีในที่โล่งหรือทุ่งหญ้า




ผีเสื้อหนอนใบรักพบได้ง่ายตามป่าเบญจพรรณ ป่าสน ป่าเต็งรังและทุ่งหญ้า
ผีเสื้อหนอนใบรัก



ผีเสื้อปีกไข่ใหญ่ ( The Great Eggfly )



ผีเสื้อปีกไข่ใหญ่อยู่ในวงศ์ ผีเสื้อขาหน้าพู่ ( NYMPHALIDAE ) สกุล ผีเสื้อปีกไข่ อาหารของหนอนผีเสื้อได้แก่ ไทรย้อยใบทู่ มะเดื่อ ผักเบี้ยใหญ่ เป็นต้น หนอนผีเสื้อเป็นชนิด บุ้งร่าน ที่มีหนามพิษถ้าโดนแล้วจะคัน เป็นผีเสื้อที่พบง่าย ตามป่าดิบ ป่าเบญจพรรณ

ผีเสื้อหนอนมะนาวหรือผีเสื้อหนอนส้มแก้ว
ผีเสื้อหนอนมะนาวอยู่ในวงศ์ ผีเสื้อหางติ่ง (PAPILONDAE ) สกุล ผีเสื้อหางติ่ง อาหารของหนอนผีเสื้อได้แก่ ใบของพืชในตระกูลส้ม เช่น มะนาว ส้ม มะกรูด เป็นต้น เป็นผีเสื้อที่่พบได้ง่าย ตามสวนและป่าเบญจพรรณ ป่าสน และ ทุ่งหญ้า

ผีเสื้อฟ้าดอกหญ้า ( The Lesser Grass Blue )


ผีเสื้อฟ้าดอกหญ้าเป็นผีเสื้อตัวเล็ก ๆ ถ้าไม่สังเกตดี ตัวใหญ่เท่า ๆกับแมลงวันเลยนะ  อยู่ในวงศ์ ผีเสื้อสีน้ำเงิน ( LYCAENIDAE ) อาหารของหนอนผีเสื้อ ได้แก่ ใบหญ้าและ ใบถั่ว สามารถพบเห็นได้ง่าย ตามป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สูตรถั่วเคลือบ



ส่วนผสม
ถั่วลิสง ( ล้างให้สะอาด )   500      กรัม
น้ำตาลทราย                     400       กรัม
น้ำ                                         2       ถ้วย
งาขาวคั่ว                             1/4      ถ้วย
เกลือป่น                               1/2     ช้อนโต๊ะ
โอวัลติน                                  1     ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
1.นำถั่วน้ำตาลน้ำ ใส่กระทะตั้งไฟปานกลางต้มจนเดือดให้น้ำงวด ใช้พายคนเบา ๆ จนกระทั่งน้ำตาลจับเม็ดถั่ว
2.ใช้ไฟอ่อนคั่วถั่วต่อจนถั่วสุก ใส่เกลือ
3.เมื่อถั่วสุกดีแล้ว เร่งไฟแรงให้ถั่วขึ้นเงา โรยงา ยกลงเทใส่ถาดพักให้เย็น เก็บใส่ภาชนะปิดฝามิดชิด

สูตรขนมครก



ขนมครกตามส่วนข้างล่างนี้มีรสเค็มหวานในตัวไม่ต้องจิ้มน้ำตาล และถ้าต้องการใส่หน้าต่าง ๆ ก็ได้ ใช้แป้งส่วนเดียวกันแต่ลดความหวานเค็มของกะทิหยอดหน้าลงบ้าง
เครื่องปรุง
ตัวแป้ง ข้าวสาร 1 ลิตรใหญ่ ซาวแล้วเทน้ำเดือดลงไป ( ถ้าไม่แช่ค้างคืน ) ( ประมาณ 4 ถ้วย 4 ช้อนโต๊ะ )
ข้าวสุก 1 1/2 ถ้วย
มะพร้าวขูด 3 ถ้วย ( ซื้อ1 1/2 กิโลกรัม )
น้ำเดือด 3 เท่าของข้าวสาร ( 12 ถ้วยตวง )
กะทิหยอดหน้า
น้ำกะทิ 4 1/2 ถ้วย
น้ำตาลทราย 1 1/2 ถ้วย
เกลือป่น 3 1/2 ช้อนชา
ถ้าหัดทำยังไม่ชำนาญควรเพิ่มกะทิหยอดหน้าให้มากขึ้นนิดหน่อยเผื่อหยอดหก
หน้าหยอดพิเศษ
1. ไข่เค็มทั้งไข่แดงและไข่ขาวขูดฝอยโรยเมื่อจะแคะขึ้นแล้วแต่งหน้าพริกแดงใบผักชี
2. หัวผักกาดเค็มสับละเอีอดผัดกับกระเทียม พริกไทย รากผักชีโขลกละเอียดใส่น้ำมันนิดเดียวพอเปียกเห็นเป็นมัน ๆ
3. กุ้งสด 1 ส่วน มะพร้าวทึนทึก 1 ส่วน ผสมกันสับละเอียดรวนด้วยน้ำมันโรยพริไทยป่นและเกลือป่นพอมีรสเค็มนิด ๆ หอมกลิ่นพริกไทยแต่น้อยกันคาว แต่งหน้าด้วยใบมะกรูดหั่นฝอยพริกเหลืองหั่นฝอย 1 ชิ้น ใบผักชี 1 ใบ
วิธีทำตัวแป้ง
รวมเครื่องปรุงตัวแป้งใส่ภาชนะใหญ่พอใส่น้ำได้ 3 เท่าของข้าวสารภาชนะต้องมีเนื้อที่ให้เครื่องปรุงขยายตัวได้เมื่อถูกความร้อน มิฉะนั้นแป้งจะสุกหยอดแล้วแป้งจะติดเตาไม่ดี ตวงน้ำ 3 เท่าของข้าวสาร ตั้งให้เดือดแล้วเทลงในส่วนผสมจนหมดคนให้ทั่วทิ้งไว้จนน้ำเย็นโม่ให้ละเอียด
วิธีทำน้ำกะทิหยอดหน้า
มะพร้าวที่เหลือคั้นข้น ๆ ให้ได้เท่าที่ต้องการ ( ใส่น้ำที่ละน้อย ) ผสมน้ำตาลทราย เกลือป่นคนให้ละลายแล้วกรองให้สะอาด
วิธีหยอด
ตั้งเตาให้ร้อนเช็ดให้สะอาดด้วยน้ำมันมันพืชหยอดตัวแป้ง 2/3 ของหลุมแล้วหยอดหน้าจนเต็มอย่าให้ล้น การหยอดให้หยอดตรงกลาง 1 หลุมก่อนแล้วจึงออกมารอบกลางแล้วจึงหยอดหน้าปิดฝา เมื่อปิดฝาอันกลางและรอบในแล้วหยอดรอบนอกปิดฝารอบนอกเสร็จเปิดอันกลางและรอบในแป้งจะเดือดพอดี ขนมครกถ้าแป้งไม่เดือดสุกด้านจะไม่นุ่มแป้งจะแข็ง ถ้ามีหน้าพิเศษหยอดก็เริ่มหยอดได้ทำตรงกลางและรอบในเสร็จ ( รวมทั้งแต่งด้วยพริกและผัก ) แคะได้พอดีคือแป้งจะร่อนและกรอบ แล้วจึงทำรอบนอก ทิ้งเตารอบในไว้ก่อนพอทำรอบนอกเสร็จจึงหยอดในหลุมจะร้อนพอดีถ้าเตาร้อนจัดเขี่ยถ่านไว้ข้าง ๆ ถ้าใช้เตาแก๊สดับวงในเสียก่อน ส่วนนี้ได้ประมาณ 640 ฝา


จากหนังสือรายการกระจายเสียง ของวิทยุศึกษา ฉบับเดือน เมษายน 2532 หน้า 35 - 37