วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2559

ชวนดูหมีแพนด้ากระดาษ 1600 ตัวที่กำลังมาจัดแสดงในเมืองไทย


พาเพื่อน ๆ มาดูแพนด้ากระดาษกันนะคะ แพนด้าจัดแสดงที่ท้องสนามหลวงในวันนี้ แพนด้ากระดาษผลงานของ ศิลปินชาวฝรั่งเศส Paulo Grangeon เป็นผู้สร้างแพนด้ากระดาษขึ้น มาเพื่อช่วยให้คนได้เห็นความสำคัญและช่วยกันอนุรักษ์ แพนด้าและสัตว์อื่น ๆ ที่ใกล้จะสูญพันธ์ุ เราจะได้เห็นแพนด้ากระดาษในท่าทางต่าง ๆ มากมายเลยทีเดียว




















นอกจากที่ท้องสนามหลวงแล้ว แพนด้ากระดาษยังจะจัดแสดงต่อในเมืองไทยอีกหลายที่นะคะตามตารางต่อไปนี้ถ้าเพื่อน ๆคนไหนอยู่ใกล้ที่ไหนก็ไปชมกันได้นะคะ ตามวันและเวลาที่กำหนดนี้คะ

1. วันแรก สนามหลวง วันศุกร์ ที่ 4 มีนาคม 2559 เวลา 15.00 - 18.00 น.
2.เซ็นทรัลเวิลด์   วันจันทร์ ที่ 7 มีนาคม 2559 เวลา 15.00 - 18.00 น.
3. สกายวอล์ค ช่องนนทรี วันอังคาร ที่ 8 มีนาคม 2559 เวลา 12.00 - 15.00 น.
4. หอศิลป์กรุงเทพฯ วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม 2559 เวลา 15.00 - 18.00 น.
5. สวนสันติชัยปราการ วันเสาร์ ที่ 12 มีนาคม 2559 เวลา 15.00 - 18.00 น.
6. เสาชิงช้า วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม 2559 เวลา 15.00 - 18.00 น.
7.สวนลุมพินี วันจันทร์ ที่ 14 มีนาคม 2559 เวลา 16.00 - 19.00 น.
8. สถานีรถไฟหัวลำโพง วันอังคาร ที่ 15 มีนาคม 2559 เวลา15.00 - 18.00 น.
9. วัดภูเขาทอง อยุธยา วันพุธ ที่ 16 มีนาคม 2559 เวลา 15.00 - 18.00 น.
10. ??????? กำหนดการเป็นการโหวตผ่านเฟสว่าจะไหนแสดงที่ไหนนะคะ ต้องติดตามจากเฟส
www.facebook.com/1600pandasplusth/?fref=ts
จากการโหวต สถานที่คือ ประตูท่าแพ เชียงใหม่  วันเสาร์ ที่ 19 มีนาคม 2559 เวลา 15.00 - 18.00 น.

11.เซ็นทรัล เอ็มบาสซี วันที่ 24 มีนาคม ถึง 10 เมษายน 2559 เป็นการจัดนิทรรศการของโครงการแพนด้านะคะ ไปเที่ยวชมกันได้นะคะ



วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2559

ประชาสัมพันธ์สติ๊กเกอร์ไลน์ของ P Strawberry ผู้วาดภาพประกอบของบล็อก


ฝากข่าวประชาสัมพันธ์สติ๊กเกอร์ไลน์ของ P Strawberry ผู้วาดภาพประกอบของบล็อก สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่เล่นไลน์ที่อยากสนับสนุนให้ค่าขนมผู้วาดภาพประกอบของเราก็เชิญโหลดกันได้นะคะที่ไลน์สโตร์ ชุดที่ 1นี่คือ น้องพอใจที่ไม่เคยพอใจอะไรเลย และคงจะมีออกมาเรื่อย ๆ ให้กำลังใจกันด้วยนะคะ ^^ ตามลิงก์คะ ขอบคุณค่ะ
น้องพอใจ



น้องริสะ




น้องพอใจ 2






วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ขนุน ( Jackfruit )



ขนุน ชื่อวิทยาศาสตร์ Artcarpus heterophylla Lam. วงศ์ไทร MORACEAE  ขนุนไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง 15 -30 เมตร ลำต้นมีสีน้ำตาล ลำต้นมียางทั้งต้นและใบเมื่อโดนหักหรือตัด ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับใบเป็นรูปรีหรือรูปไข่ ปลายใบแหลมโคนใบมน ขอบใบเรียบ ใบหนาเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อตามลำต้นและปลายกิ่ง มีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมีย ดอกมีสีเขียวอมเหลือง เมื่อผสมเกสรแล้วจะเกิดผลเป็นผลรวมขนาดใหญ่มีปุ่มหนามสั่น ๆ เมื่อสุกจะมีกลิ่นหอม
การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ดและการตอนกิ่ง ปลูกกับดินร่วน ให้น้ำสม่ำเสมอชอบแสงแดด
ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ผลในครัวเรือนหรือจำหน่ายผลได้ ใช้รากและแก่นไม้ทำสีย้อมผ้าจะได้สีเหลืองอมน้ำตาล







ข้อมูลจากหนังสือ คู่มือการปลุกและบำรุงรักษาต้นไม้ และ แนะนำพันธ์ไม้และสมุนไพรในงานมหกรรมเกษตร 2000 ( AGRO EXPO 2000 )


วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559

10 ประโยคต้องห้าม ( " สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรพูดถึงลูก ๆ " )


10 ประโยคต้องห้าม ที่ไม่ให้พูดกับลูก ๆ หรือ เด็ก ๆ มีใครเคยพูดไปบ้างแล้ว มาดูกันว่ามีอะไรกันบ้าง ที่เป็นประโยคต้องห้ามจากบทความของ พิมลพรรณ สุวรรณโถง ศูนย์สุขวิทยาจิต
 " สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรพูดถึงลูก ๆ "
พ่อแม่เป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดและมีอิทธิพลต่อความคิดเห็นความรู้สึกต่อตนเองของเด็กทั้งในทางที่ดีและไม่ดี จึงเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่พึงระมัดระวังคำพูดและวิธีการแสดงความคิดเห็นของตนต่อการกระทำของเด็กเพราะคำพูดที่เป็นอันตรายที่จะกล่าวต่อไปนี้มีส่วนคัญที่จะทำให้เด็กเกิดความสะเทือนใจ, ไม่ยอมรับ, รู้สึกว่าพ่อแม่ไม่รัก,มีความคิดเป็นปฏิปักษ์ต่อพ่อแม่,ในขณะที่พ่อแม่บางรายจะรู้สึกว่า เมื่อได้ว่ากล่าวเด็กแล้วตนเองรู้สึกผ่อนคลายความตึงเครียด, แต่ตามความเป็นจริงแล้ว คำพูดของพ่อแม่จะมีผลต่อการมองตนเอง ( ความภาคภูมิใจ ) ในตนเองของเด็ก
 ในบางครั้ง พ่อแม่ก็รู้สึกเสียใจในคำพูดของตนเอง จึงได้มีนักวิชาการผู้ปฏิบัติงานทางสุขภาพจิตให้คำอธิบายถึงการที่พ่อแม่ต้องเรียนรู้การควบคุมอารมณ์โกรธของตนเองโดยได้เสนอแนะให้พ่อแม่พึงระวังและหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดหรือวาจาที่ทำร้ายความรู้สึกของเด็กใน 10 ประโยคที่มีความหมายเช่นที่กล่าวมาแล้วดังนี้คือ

1. การใช้คำพูดเปรียบเทียบเด็กกับบุคคลอื่น เช่นทำไมจึงไม่ทำอย่างพี่เขาล่ะ เขารับผิดชอบตัวเองได้ทุกอย่างหรือ ในทางกลับกัน ก็เป็นการเปรียบเทียบความสามารถของเด็กกับน้อง และยกย่องชมเชยน้องมากกว่าพี่ ซึ่งตามความจริงแล้วคนเรานั้นมีความแตกต่างกันทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะพฤติกรรมตระหนักในเรื่องนี้และไม่ควรจะนำเด็ก ๆ มาเปรียบเทียบกัน เพราะเด็กจะรู้สึกว่าพ่อแม่ลำเอียง, เด็กจะโกรธพี่หรือน้องหรือเพื่อนที่ถูกนำมาเปรียบเทียบกับตัวเขาเด็กอาจทำตรงข้ามกับคำพูดของพ่อแม่ เพราะการเปรียบเทียบหรือบ่นเป็นเสมือนคำตำหนิเขาอาจทำอะไรเป็นการประชดประชันก็ได้ จึงควรใช้คำพูดในเชิงแก้ไขพฤติกรรมเด็ก เช่น การใช้คำถามที่แฝงความต้องการที่จะให้เด็กปฏิบัติ ห้องควรเป็นระเบียบไหม ?  หากจำเป็นต้องชี้แจง การใช้ถ้อยคำเชิงกระตุ้นให้เด็กปฏิบัติ แต่มิใช่การสั่งหรือเปรียบถึงคนอื่น และแสดงให้เห็นว่าถ้าหากเขารักษาความเป็นระเบียบ พ่อแม่ก็จะไม่ตำหนิเขา เด็กจะยอมรับการเปลี่ยนแปลง ปฏิบัติได้ดีกว่าที่จะนำไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

2. ทำไมถึงทำตัวไม่สมอายุนะ ( หรือทำไมถึงชอบทำตัวเป็นเด็กอยู่เรื่อยนะ )

การพูดเช่นนี้ จะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม แต่จะทำให้เด็กรู้สึกเหมือนถูกดูหมิ่นว่ายังเป็นเด็กเล็ก ๆ  ควรชี้แจงถึงเหตุผลหรือข้อจำกัดต่าง ๆ รวมทั้งระเบียบในครอบครัว เพื่อเด็กจะได้รับทราบว่า หากเขาเลิกทำตัวอย่างที่พ่อแม่ว่าไม่เหมาะเขาจะได้รับผลตอบแทน การใช้คำถามในลักษณะนี้อาจเป็นเพราะพ่อแม่คาคหวังในตัวเด็ก คิดว่าเขาจะสามารถทำอะไรได้สมวัย. แต่บางเรื่องก็หนักไปสำหรับเด็ก
 พ่อแม่ควรศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เหมาะกับอายุของเด็กศึกษาเกี่ยวกับวิธีการดูแลเด็กและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้ปกครองรายอื่น ๆ บ้างเพื่อทบทวนความคาคหวังของพ่อแม่ ที่มีต่อเด็ก

3.ทำไมลูกไม่ได้เรื่องอย่างนี้นะ?

 ส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นเรื่องคำตำหนิเมื่อพ่อแม่มองความเปลี่ยนแปลงของลูก เช่น การแต่งตัวหรือทรงผม ที่ต่างไปจากเดิมที่พ่อแม่เคยดูแลให้มาตลอดการตำหนิจะทำให้เด้กเกิดความโกรธ ซึ่งพ่อแม่ควรเข้าใจว่าเพราะเหตุใดเด็กจึงมีพฤติกรรมเช่นนี้ และควรจะต้องชี้แนะแนวทางที่ดีและเน้นให้เห็นผลร้ายที่ได้รับต่อไป เด็กจำเป็นจะต้องเรียนรู้ การปฏิบัติตนให้เหมาะกับกาลเทศะ

4.การชมลูก เช่น ร่าเริง กระฉับกระเฉง หรือน่ารัก

 การพูดยกย่องชมเชยลูกว่า " เป็นคนสวย, ฉลาด, มีไหวพริบหรือสง่าผ่าเผย อาจก่อให้เกิดทั้งผลดีและผลเสียได้ เพราะหากไม่ได้รับคำชมจากคนอื่น เด็กอาจเกิดความเครียดและรู้สึกว่าเขาต่างไปจากคนอื่น
 พ่อแม่ควรยอมรับในบุคลิกลักษณะและความสามารถพิเศษของเด็กไม่ควรพูดถึงปมด้อยของเด็ก เช่น เจ้าอารมณ์, อ้วน ขี้เกียจหรือแม้แต่โง่ เพราะจะทำให้เด็กมีความคิดไม่ดีเกี่ยวกับตนเอง พ่อแม่จึงควรใช้ทั้งวิธีให้รางวัลและลงโทษตามความเหมาะสม

5.ทำไมถึงได้โง่อย่างนี้?

 เวลาที่โกรธ เหนี่อย หรือแม้แต่เวลาตกใจ พ่อแม่จะใช้คำพูดที่รุนแรง เช่น กรณีที่แม่เห็นลูกวิ่งข้ามถนนโดยไม่ได้มองรถพ่อแม่จะใช้คำพูดรุนแรงต่อว่าเด็กดังกล่าว
  คำว่า " โง่ " เป็นคำพูดที่ทำให้เกิดผลเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวชเด็ก ได้กล่าวว่า การที่พ่อแม่เรียกลูกว่า " เด็กโง่ " เป็นคำพูดรุนแรงและไม่ควรจะพูดกับเด็ก เพราะเด็กและคนทุกคน มีความสามารถที่จะแสดงออกในการทำอะไรก็ได้ด้วยตัวเขาเองหากเราเรียกเขาว่า " เด็กโง่ " แล้วก็เท่ากับคุณกำลังบอกเขาว่า เขาไม่มีความสามารถที่จะทำอะไรได้ในชีวิตการดำรงชีวิตของเขาต่อไป เด็กจะกลายเป้นคนที่ไม่มีความสามารถเพียงพอกับงานต่าง ๆ คำพูดประโยคนี้จะมีอิทธิพลต่อเด็กและทำให้เขาคิดว่า เขาเป็นเช่นนี้จริง ๆ เพราะพ่อแม่ซึ่งใกล้ชิดกับเขาเป็นผู้บอกไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม
 พ่อแม่ควรมีเป้าหมายหลักคือ การช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในตนเอง มีรากฐานที่มั่นคงในการที่จะเติบโตต่อไป การใช้คำพูดที่ว่า " ทำไมถึงโง่อย่างนี้ " จะทำลายความรู้สึกเปราะบางของเด็ก ทั้งในเรื่องของความมั่นใจในตนเอง และการมองเห็นคุณค่าของตนเอง แต่ถ้าเขามองตนเองต่ำลงดังเช่นที่แม่ว่าเขาความรู้สึกนี้ก็จะติดตัวไปจนเป็นผู้ใหญ่ หากเด็กทำอะไรผิดพลาดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พ่อแม่ไม่ควรใช้คำพูดที่ทำให้เขาเศร้าเสียใจแต่ควรให้กำลังใจเพื่อช่วยให้เด็กปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้น
  การสอนเด็กในเรื่องอันตรายต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันซึ่งจะเกิดขึ้นได้หากไม่ระมัดระวังเพียงพอเป็นเรื่องค่อนข้างยาก แต่ก็จำเป็นที่พ่อแม่จะต้องสอนทวนหลายครั้งต้องอดทนที่จะช่วยให้เด็กได้รับการเรียนรู้นั้น การใช้คำพูดเชิงให้รางวัล ชมเชย ปลอบใจ จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ในสิ่งที่ผู้ใหญ่พยายามสอนและจะปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมขึ้นได้

6.คำรำพึง " ฉันไม่น่าจะมีลูกพรรค์นี้เลย "
 
 เมื่อใดที่พ่อแม่ กล่าวประโยคที่ทำลายความรู้สึกประเภทที่ว่า " เรานี่ไม่มีค่าพอที่จะทำให้ฉันรู้สึกว่า เธอเป็นลูกเลยนะ " หรือคำพูดเชิง " ฉันไม่อยากได้เธอเลย " เด็กจะเก็บกดความรู้สึกที่ว่าตนเองไม่มีค่าไว้ภายในและจะรู้สึกฝังใจกับคำพูดเช่นนี้ไปจนโตก็ได้ ในขณะเดียวกันเมื่อเด็กรู้สึกว่าตนเองไม่มีค่าควรแก่การสรรเสริญ เขาก็จะทำตนให้เป็นที่รำคาญ หรือไม่สนใจสิ่งแวดล้อม หรือไม่คิดจะทำสิ่งที่ดีที่เป็นประโยชน์แก่ตนเขาเองและครอบครัว บางครั้งพ่อแม่จะพูดเช่นนี้เนื่องจากผิดหวังในตัวเด็กแต่ในทางการปฏิบัติแล้ว พ่อแม่จะต้องเตือนใจตนเอง และแสดงให้เด็กรับรู้ว่า เขาเป็นที่รักของพ่อแม่ ควรจะบอกกับเด็กให้รู้ว่า "  ขณะนี้เขาได้ทำให้พ่อแม่โกรธแล้ว " ก็พอ ไม่ต้องถึงกับใช้ประโยคที่กล่าวมาแล้ว และพ่อแม่ก็ควรใช้เทคนิคในการกำหนดกฏเกณฑ์เพื่อให้เด็กได้ปฏิบัติและสอนให้เด็กรู้จักใช้คำว่า " ขอโทษ " เป็นเครื่องมือในการสร้างสัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่ ลูก

7. " อย่ามายุ่งกับฉัน " หรือ " ให้ฉันอยู่ตามลำพังบ้างเถอะ "

 ในบางครั้งพ่อแม่ต้องการจะอยู่ตามลำพัง, อยู่กับเพื่อนหรือว่าทำงาน แต่การไล่เด็กให้ออกไปจากห้องจะทำให้เด็กรู้สึกว่า ไม่ได้รับความรักและไม่เป็นที่ต้องการ แม้ว่าพ่อแม่จะต้องเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานแต่อย่างน้อยควรใช้เวลาอยู่กับลูก 3 ช่วงคือ เช้าก่อนไปทำงาน, เมื่อกลับถึงบ้านตอนค่ำ, และเวลาเข้านอน โดยพ่อแม่จะต้องทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่นใจว่าพ่อแม่ยังรักเขาอยู่ และเมื่อพ่อแม่ให้เวลากับลูก เมื่อเวลาที่เขาต้องการแล้วในเวลาอื่นเขาจะเรียกร้องจากท่านเพียงเล็กน้อยเท่านั้น, ท่านสามารถชี้แจงกับเด็กได้หากต้องการอยู่ตามลำพังบ้างโดยการชี้แจงเชิงบังคับเด็กว่า ท่านได้ให้เวลาแก่เขาแล้ว แต่ถ้าหากเขายังรบกวนท่านอีกเขาจะต้องกลับไปห้องนอนของเขาทันที เพราะขณะนี้ท่านต้องการเวลาส่วนตัวบ้างเด้กจะยอมรับได้มากขึ้น

8. หุบปากซะ, เงียบนะ

คำพูดเช่นนี้ มักจะเกิดขึ้นได้ในหลายสถานการณ์ แต่เป็นคำพูดที่ไม่สุภาพ และการพูดเช่นนี้แสดงว่าสิ่งที่เด็กพูดเป็นเรื่องไม่สำคัญ เด็กจะรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่แคร่ในความคิดของเขา ก่อนจะใช้วาจาเช่นนี้ พ่อแม่ควรมีสติ,พยายามระงับความโกรธ หากว่าไม่สามารถระงับได้ก็ควรเลี่ยงหรือพยายามทำใจให้เย็นขึ้น
 ได้มีผู้กล่าวว่า " หากจะให้เด็กเป็นคนสุภาพ ท่านก็ต้องสุภาพกับพวกเขาก่อน " ถ้าคิดได้เช่นนี้พ่อแม่ก็จะงดใช้วาจาเช่นนี้กับลูก ๆ

9. ต้องทำ...นะ  ไม่งั้นจะโดน

 คำพูดเช่นนี้เป็นคำพูดที่มองดูน่ากลัว ไม่เพียงแต่เป็นคำขู่เท่านั้นแต่ยังเป็นการตัดทอนอำนาจของพ่อแม่ด้วย การใช้คำพูดขู่แต่ไม่ทำตามคำพูดเหล่านี้เป็นเรื่องไร้สาระและเป็นเรื่องเล็กน้อย พ่อแม่ไม่ทำตามคำขู่ที่พูดออกมา แทนที่จะใช้คำขู่พ่อแม่ควรเลือกวิธีการลงโทษที่ท่านสามารถบังคับลูกได้ เช่น " ถ้าหากทำเช่นนี้อีก จะไม่ได้ดูโทรทัศน์ตอนหัวค่ำอีก "  การลงโทษเด็กเล็ก ๆ ให้อยู่ในห้อง เป็นการลงโทษที่ไม่ได้ผล แต่สำหรับเด็กโตอาจใชวิธีตัดสิทธฺพิเศษ ก็จะได้ผลดีกว่า ๆ ขู่ หรือว่ากล่าว

10. " มาเร็ว ๆ  เข้า ไม่งั้นจะทิ้งไว้ที่นี้นะ "

คำพูดเช่นนี้ ทำให้เด็กตกใจและรีบเร่งทำสิ่งต่าง ๆ การใช้คำขู่ว่าจะทิ้งเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสม เพราะจะทำให้เด็กเกิดความกลัว ทั้งนี้เด้กเล็ก ๆ มักจะมีความคิดว่าพ่อแม่จะหายไปเลยไม่กลับมาอีก แม้ว่าความกลัวนั้นเป็นพัฒนาการตามวัยของเด็กทุกคนในเรื่องการแยกจากพ่อแม่ พ่อแม่ก็ควรเป็นที่พึ่งให้เด็กในฐานะเป็นผู้ปกป้อง, ป้องกันอันตรายต่าง ๆ ซึ่งถ้าพ่อแม่ไม่ให้เด็กในสิ่งนี้เด็กจะเกิดปํญหาการแยกจากพ่อแม่ และเต็มไปด้วยความกลัว หากเด็กยังอืดอาดอยู่อาจยื่นคำขาดแก่เด็กล่วงหน้า เช่น "ลูกมีเวลาเหลืออีก 5 นาทีนะที่จะเล่นกับเพื่อน แล้วเราจะไปกัน " เป็นการพูดทางบวกแทนการขู่

จากบทความของ พิมลพรรณ สุวรรณโถง ศูนย์สุขวิทยาจิต หนังสือ รายการกระจายเสียงวิทยุศึกษา ฉบับเดือน ธันวาคม 2533



วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1


 เป็นโรคที่แพร่ติดต่อกันระหว่างคนสู่คน พบที่ประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกาแล้วแพร่ไปยังอีกหลายประเทศ
เชื้อสาเหตุ
 เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ เอช1 เอ็น1 ( A/H1N1 ) เป็นเชื้อตัวใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน เกิดจากการผสมสารพันธุ์กรรมระหว่างเชื้อไข้หวัดใหญ่ของคน สุกร และนก
การแพร่ติดต่อ
 การแพร่ติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งเกิดขึ้นได้ง่าย เกิดจากการถูกผู้ป่วยไอจามรดโดยตรงหรือหายใจเอาฝอยละอองเสมหะ น้ำมูกน้ำลายในระยะ 1 เมตร เนื่องจากเชื้อไวรัสอยู่ในเสมหะ น้ำมุก น้ำลาย แต่บางรายอาจได้รับเชื้อทางอ้อมโดยผ่านทางมือ หรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ผ้าเช็ดมือ เป็นต้น เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ตา ปาก
 ผู้ป่วยอาจเริ่มแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนป่วยช่วง 3 วันแรกจะแพร่เชื้อได้มากที่สุด ระยะแพร่เชื้อมักไม่เกิน 7 วัน
อาการป่วย
 ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มอาการหลังจากการได้รับเชื้อไวรัส 1 - 3 วัน น้อยรายที่นานถึง 7 วัน อาการป่วยใกล้เคียงกันกับโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วไป เช่น มีไข้ ปวดศรีษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ อาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียด้วย
 ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง หายป่วยได้โดยไม่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล อาการจะทุเลาและหายป่วยภายใน 5 - 7 วัน แต่บางรายที่มีอาการปอดอักเสบรุนแรง จะมีอาการหายใจเร็ว เหนื่อย หอบหายใจลำบาก ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้

การรักษา
  ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส คือ ยาโอลเซลทามิเวียร์ ( oseltamivir ) เป็นยาชนิดกิน หากผู้ป่วยได้รับยาภายใน 2 วันหลังเริ่มป่วย จะให้ผลการรักษาดี
 ผู้ป่วยที่มีอาการไม่มาก เช่น ไข่ต่ำ ๆ ตัวไม่ร้อนจัด และยังรับประทานได้ อาจไปพบแพทย์ที่คลีนิคหรือขอรับยาและคำแนะนำจากเภสัชกรใกล้บ้าน และดูแลรักษาที่บ้านได้โดย
- รับประทานยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอล ยาละลายเสมหะ วิตามิน เป็นต้น และเช็ดตัวลดไข้เป้นระยะด้วยน้ำสะอาดไม่เย็น
- ดื่มน้ำสะอาดและน้ำผลไม้มาก ๆ งดน้ำเย็น
- พยายามรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ได้มากพอเพียง เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก ผลไม้ เป็นต้น
- ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ ยกเว้นติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งต้องรับประทานยาจนหมดตามแพทย์สั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อดื้อยา
- ให่นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทดี

การป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ
 - หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่
 - หากต้องดูแลผุ้ป่วยควรสวมหน้ากากอนามัยและให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากด้วย หลังดูแลผู้ป่วยทุกครั้ง ควรรีบล้างมือด้วยน้ำ และสบู่ให้สะอาดทันที
 - ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่
 - ใช้ช้อนกลางทุกครั้งเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
 - หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลัง ไอ จาม
 - รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้งไข่ นม ผัก และผลไม้ ดื่มน้ำสะอาดและนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงบุหรี่และสุรา

การป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อ
- หากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรหยุดงาน หยุดเรียน เป็นเวลา 3 - 7 วัน ซึ่งจะช่วยลดการแพร่ระบาดได้มาก
- หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้อื่น
- สวมหน้ากากอนามัย เมื่ออยู่กับผู้อื่น หรือใช้ทิชชูปิดจมูกปิดปากทุกครั้งที่ไอจาม ทิ้งทิชชูลงในถังขยะที่มีฝาปิด แล้วล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่
                                           

                                                  "กินร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือ "


ข้อมูลจากใบพับโรงพยาบาลบางจาก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ