วันจันทร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561

เคล็ดลับชีวิตที่ยืนยาวและเป็นสุข



สวัสดีค่ะ ปีใหม่นี้ขอให้เพื่อน ๆ มีแต่ความสุขนะคะ ในบล็อกนี้ขอนำเคล็ดลับดี ๆ มาเล่าต่อให้ฟังกันค่ะ

เคล็ดลับชีวิตที่ยืนยาวและเป็นสุข

  ชีวิตของคนเรานั้นสั้นนักมีอายุขัยโดยเฉลี่ยราว 60 -65 ปีเมื่อพิจารณาดูจะรู้สึกว่าวันเวลาที่ผ่านไปมันช่างรวดเร็วเหมือนติดปีกบิน 60 ปี สำหรับชีวิตหนึ่ง ๆ จึงไม่นับว่าเป็นชีวิตที่ยืนยาวบุคคลที่จะเรียกได้ว่ามีอายุยืนนั้น ควรจะมีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป

มีคนบางชาติที่มีอายุยืนยาวเกินกว่า 100 ปี เป็นจำนวนมากเช่น ญี่ปุ่น รัสเซีย อินเดีย เป็นต้น ซึ่งจะสังเกตว่าคนพวกนี้จะอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ในป่าเขา และเป็นพวกมังสวิรัติ มักรับประทานอาหารที่มีกากและเยื่อมาก จำพวกพืช ถั่ว ผลไม้

ที่ว่า " เคล็ดลับของชีวิตที่ยืนยาว " นั้น ความจริงก็เป็นเรื่องที่เรา ๆ ท่าน ๆ รู้ ๆ กันอยู่แล้วนั้นเอง แต่บางครั้งอาจเผลอไผลลืมเลือนกันไป เพราะธุรกิจหน้าที่การงานมันรัดตัว เราลองมาทบทวนความรู้เดิมกันดีกว่า เคล็ดลับชีวิตที่ยืนยาวหรือสูตรชลอความแก่ 6 อ. มีดังนี้

1. อารมณ์

อารมณ์ การมีอารมณ์ดี แจ่มใส ร่าเริง เบิกบานอยู่เป็นนิตย์สะท้อนถึงจิตใจที่เป็นสุข การสร้างจิตใจให้เป็นสุขสามารถกระทำได้หลายวิธี ด้วยการมองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ทำความดี เช่น การทำบุญ ทำทาน การบริจาคทรัพย์สร้างสาธารณะกุศล หรือ มูลนิธิต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือสังคมสิ่งเหล่านี้เป็นหนทางนำไปสู่ความปีติสุข

จิตใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ จิตที่มีสมรรถภาพสูง มีสมาธิ มีความสุขมาก จะต้องเป็นจิตที่ได้รับการบริหารฝึกมาอย่างดีแล้ว

คนเรานั้นถ้ามีสุขภาพจิตดี สุขภาพร่างกายก็จะดีไปด้วยแล้วเราจะไม่แก่เร็ว แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากมีแต่ความเครียด โกรธง่าย เครียดง่าย วิตกกังวล ก็จะทำให้แก่เร็ว ดังนั้นถ้าเราสามารถควบคุมอารมณ์ได้ จิตก็จะสงบและเป็นสุข

ใจและกายนั้นมีความสัมพันธ์ต่อกัน ดังคำกลอนที่ว่า

จิตสบายกายเป็นสุข
จิตเป็นทุกข์กายอ่อนเปลี้ย
จิตสลายกายก็เพลีย
จิตละเหี่ยกายมลาย

2. อนามัยของร่างกาย

ต้องหมั่นรักษาร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ขับถ่ายให้เป็นเวลาไม่ควรให้ท้องผูก รับประทานผัก ผลไม้ และดื่มน้ำมาก ๆ เป็นประจำน้ำมีประโยชน์ มากเพราะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงร่างกายให้ชุ่มชื่น และช่วยระบบขับถ่ายในลำไส้ให้ไหลเวียนได้ดีกว่าที่ควร การฝึกให้ร่างกายได้รับน้ำมาก ๆ ตอนเช้าหรือก่อนนอนเป็นการประเทืองสุขภาพได้ดีทีเดียว

3. การออกกำลัง

หรือบริหารร่างกาย สามารถทำได้ง่าย ๆ เช่น การวิ่งหรือการเดินออกกำลังกาย กระโดดเชือก ว่ายน้ำ เป็นต้น การได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หรืออย่างน้อย 4 วันต่อ 1 สัปดาห์ จะทำให้สมรรถภาพทางกายด้านต่าง ๆ สูงขึ้นทำงานได้มากขึ้น ความเหนื่อยมีน้อยแรงกล้ามเนื้อมีมากขึ้นมีความอดทนมากขึ้น ป้องกันโรคที่เกิดจากความเสื่อม เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบโรคความดันโลหิตสูง โรคข้อเสื่อมต่าง ๆ การออกกำลังจึงถือได้ว่าเป็นการชลอความชรา ทำให้ยืดอายุให้ยืนยาวออกไปได้

 นอกจากนี้ การออกกำลังมีผลโดยตรงต่อจิตใจในการลดความเคร่งเครียด การออกกำลังเป็นประจำอาจช่วยแก้ไขสภาพผิดปกติทางจิตใจบางอย่างได้ด้วย

4. อาหาร
 อาหาร รับประทานอาหารดีมีประโยชน์ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารราคาแพง และควรควบคุมน้ำหนักให้สมส่วน

 การรับประทานอาหารบางชนิดมากเกินไปก็อาจมีผลเสียเช่นกัน เช่น อาหารหวานมันจะทำให้เพิ่มไขมันในเส้นเลือด ความดันโลหิตสูงขึ้น

5. อากาศ
อากาศ การอยู่ในที่มีอากาศบริสุทธิ์ ถ่ายเทได้สะดวกยิ่งสภาพบรรยากาศที่ร่มรื่นด้วยธรรมชาติของต้นไม้ใบหญ้า จะทำให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่ามีชวิตชีวา จึงควรพยายามหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับมลภาวะที่เป็นพิษ เพราะมีแต่จะทำลายร่างกายให้ทรุดโทรม

6. อุณหภูมิ
อุณภูมิ ควรระแวดระวังให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ ถ้าร้อนจัด หนาวจัด จะทำให้ป่วยง่าย

วิธี 6 อ. ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเคล็ดลับที่ไม่ลับแต่ทว่าที่ผ่าน ๆ มาเราอาจจะทำเพื่อคนอื่น เพื่อลูก เพื่อสามีที่เรารัก ห่วงใยกังวลว่าลูกจะทานอาหารไม่อิ่มบ้าง นอนไม่อิ่มบ้างจิปาถะ ต่อไปนี้คงต้องหันมาเอาใจใส่ตัวเองด้วย

มีการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ คือ ดร. เย็นใจ เลาหวณิชแห่งสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ซึ่งสนับสนุนและยืนยันถึงปัจจัยที่ส่งเสริมให้บุคคลมีอายุยืนอย่างน่าเชื่อถือได้รายงานไว้ในหนังสือวิทยาศาสตร์ประจำเดือนกันยายน - ตุลาคม 2533 ว่าวิทยาศาสตร์พิสูจน์กฎแห่งกรรมในร่างกายคนได้ คือการทำความดีความชั่ว จะมีผลต่อร่างกายโดยตรง และเห็นผลได้ในปัจจุบันเช่น ผู้ที่ชอบช่วยเหลือผู่อื่นจะมีอายุยืน ผู้ละเว้นจากการเบียดเบียนสัตว์ด้วยการบริโภคอาหารพืช จะปลอดภัยจากโรคร้ายต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็งผู้ที่เจริญสมาธิภาวนาเป็นประจำมีภูมิคุ้มกันโรคสูง สุขภาพดี แก่ช้า

ผู้ที่อยู่โดดเดี่ยวไม่ชอบคบหาสมาคมกับใครจะมีอายุสั้นและผู้ที่มีอารมณ์หงุดหงิดง่ายเคร่งเครียดเป็นประจำ มองคนในแง่ร้าย คิดร้ายต่อผู้อื่นจะมีภูมิคุ้มกันโรคต่ำ สุขภาพไม่ดี จะมีอายุสั้น
 ตัวการที่ทำให้คนอายุสั้นคือความเครียด ส่วนตัวการที่ทำให้อายุยืนก็คือความอิ่มเอิบหรือความชื่นบานใจ ในทางการแพทย์ทราบว่า เมื่อคนมีความเครียด ต่อมหมวกไตจะปล่อยของเหลวออกมา 2 ชนิด ชนิดแรกเรียกว่า แอดรีนารีน มีผลทำให้หัวใจเต้นเร็วและแรง หัวใจต้องทำงานหนัก จึงเร่งให้เกิดการเผาผลาญพลังงานในร่างกายทำให้เกิดอาการใจสั่น ความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นที่มาของโรคหัวใจ ชนิดที่สองเรียกว่า สเตอรอยด์ มีผลทำให้กระเพาะอาหารปล่อยกรดในกระเพาะอาหารออกมามาก กัดกระเพาะจนเป็นแผลกลายเป็นโรคกระเพาะอาหารถ้าไม่รักษาร่างกายจะอ่อนแอ่ลงติดโรคได้ง่าย

 ส่วนสารที่ทำให้คนอายุยืนคือ สารเอนเดอร์ฟิน สารนี้จะหลั่งออกมาจากท่อใต้สมองสู่กระแสเลือด จะมีผลทำให้ร่างกายสดชื่น สบาย คลายเครียด จะเกิดขึ้นเมื่อมีการออกกำลังกาย ทำสมาธิ


 คนที่มีความปีติยินดีที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น มีจิตใจอิ่มเอิบในกุศลความดีที่สร้างสมไว้มีความชื่นชมยินดีในความดีของผู้อื่น ตลอดจนรู้จักทำจิตให้สงบเป็นสมาธิอยู่เป็นนิตย์และขยันออกกำลังกาย ร่างกายของผู้นั้นจะให้รางวัลเจ้าของด้วยการทำให้เกิดความสบาย คลายความเครียด ตลอดจนเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ร่างกาย เป็นผลให้สุภาพดี อายุยืน ไม่แก่เร็วได้

หนทางที่จะนำเราไปสู่ชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุข ไม่ใช่สิ่งลำบากยากเย็น ถ้าหากคุณจะมอบสิ่งที่ดีให้แก่ชีวิต ให้คุณภาพแก่ชีวิตในทางนามธรรม มิใช่สวยงามอย่างรูปธรรม คืออร่ามเหลืองเป็นตู้ทองเคลื่อนที่ ถึงจะไม่รวยก็มีชีวิตยืนยาวและมีความสุขได้

บทความของ อุษา จารุสวัสดิ์ จากหนังสือรายการกระจายเสียง วิทยุศึกษา เดือน เมษายน 2534 หน้า 16 - 20





วันอังคารที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ผักเสี้ยนฝรั่ง



ผักเสี้ยนฝรั่ง หรือ spider flower ( ดอกไม้แมงมุม ) หรือเรียกอีกหลายชื่อตามแต่ละท้องถิ่น ชื่อวิทยาศาสตร์คือ CLEOME SPINOSA LINN. อยู่ในวงค์  CAPPARACEAE เป็นพืชล้มลุก ต้นสูงประมาณ 80 - 100 เซนติเมตร
ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ มีสีเขียว ใบเป็นรูปหอกปลายใบแหลม
ดอกออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง มีสีหลายสีที่สวยงาม เช่น สีม่วง ขาว ชมพู
เมล็ดออกเป็นฝักทรงกระบอกที่มีเมล็ดภายในจำนวนมากเมื่อแก่จะแตกออก
ประโยชน์ปลูกเป็นไม้ประดับเพื่อความสวยงามทั้งในกระถาง และ เป็นทุ่งดอกไม้


















วันพุธที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

คำชม..ใคร ๆ ก็อยากได้



บล็อกนี้นำบทความจากหนังสือรายการกระจายเสียงมาเล่าต่อให้เพื่อนฟังกันอีกนะค่ะ บทความเรื่อง คำชม ใคร ๆ ก็อยากได้ของ คุณ อินทิรา  ปัทมินทร นักจิตวิทยา กองสุขภาพจิต ที่พิมพ์ไว้ในหนังสือดังต่อไปนี้

คำชม...ใคร ๆ ก็อยากได้

ระหว่าง คำติ กับ คำชม คุณผู้อ่านชอบอย่างไหนมากกว่ากัน ถ้าทายไม่ผิด คิดว่าส่วนใหญ่คงชอบคำชมกว่า เพราะเมื่อได้ยินคำชมจิตใจย่อมจะเกิดความยินดี และเป็นปลื้มขึ้นมาทันทีใบหน้าก็ยิ้มแย้มได้โดยอัตโนมัติผิดกับเมื่อตอนถูกติ แม้จะเป็นการติเพื่อก่อก็ตาม ในขณะนั้นจิตใจย่อมจะขุ่นมัว ปากอยากจะตอบโต้หรือแก้ตัว อย่างดีคงได้แค่ยิ้มแค่น ๆ เท่านั้น

คำชม ก่อให้เกิดผลดีทั้งต่อผู้ให้และผู้รับ คือ ผู้รับก็ชื่นใจผู้ให้ก็ได้รับไมตรี เป็นการตอบแทน ทั้งนี้ต้องเป็นคำชมอย่างจริงใจ ไม่ใช่ชมด้วยปากแต่ถากถางด้วยสายตา หรือชมในทำนองเสียดสี ซึ่งผู้รับอาจจะรู้สึกก้ำกึ่งกันว่ากำลังถูกชมหรือถูกติกันแน่ ไหน ๆ จะชมกันทั้งทีแล้วขอให้เหมาะกับกาลเทศะด้วยก็แล้วกัน

การชม ไม่ใช่การยกยอ การยกยอมักเป็นไปเพื่อหวังประโยชน์อะไรสักอย่าง และมักจะเป็นในลักษณะเลิศลอย ผิดความจริง ทำให้ผู้ฟังเหลิงเอาได้ง่าย ๆ พวกที่ชอบพูดยกยออาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพวกประจบสอพลอซึ่งหาความจริงใจได้ยาก ถ้าคุณผู้อ่านรู้สึกตัวว่ากำลังถูกยกยออยู่ละก็ ให้เร่งระวังตัว ทำใจให้หนักแน่นเข้าไว้ มิเช่นนั้นอาจหลงตามคำเขา แล้วถูกหลอกใช้ได้ง่าย ๆ

 ในทางจิตวิทยา คำชม ถือเป็นการให้รางวัลอย่างหนึ่งด้วยเช่น เมื่อเด็กตั้งใจเรียน สอบได้คะแนนดี พ่อแม่อาจไม่จำเป็นต้องให้สิ่งของเป็นรางวัลเสมอไปเพียงแค่โอบกอดแล้วชมเชยให้ชื่นใจเท่านั้นก็อาจจะเพียงพอแล้ว หรือในผู้ใหญ่ เมื่อลูกน้องทำงานดี หัวหน้าก็ควรจะชมเชยบ้าง เป็นการให้กำลังใจกัน แล้วสิ้นปีจะขึ้นเงินเดือน 2 ขั้นให้ด้วยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะตามมาภายหลัง

 คำชม สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนได้ด้วย เด็กเกเรถ้าผู้ใหญ่ยิ่งดุยิ่งว่าก็ยิ่งจะเกเรหนักขึ้น แต่ถ้าหันมาชมเชยบ้าง มองหาข้อดีของเด็กให้พบพูดกับเขาดี ๆ ก็อาจจะกลับตัวกลับใจกลายมาเป็นคนดีได้ หรือในการทำงาน บางคนอาจจะทำงานดี แต่ไม่เคยได้รับการเอาใจใส่ หรือได้รับคำชมเชยจากเจ้านายบ้างเลย ก็อาจจะรู้สึกเนือย ๆ ทำงานไปวัน ๆ ถ้าเจ้านายหันมาใส่ใจลูกน้องและพูดจาชมเชยผลงานของเขาบ้าง ลูกน้องจะเกิดความภาคภูมิใจและตั้งใจทำงานมากขึ้น เพราะรู้สึกตัวว่าเป็นที่สนใจของเจ้านายอยู่เสมอ

 บางครั้งคนเราก็ชอบจับผิดกัน อย่างที่ว่ากันว่า " ความผิดของผู้อื่นเท่าขุนเขา ความผิดของเราเท่าเส้นผม "  คือ มองเห็นความผิดในตัวเราเอง เราจึงมักเห็นแต่ข้อเสีย ข้อด้อย ข้อไม่ดีของคนอื่น เลยหาเรื่องมาชมกันไม่ค่อยได้ จิตใจก็พาลจะคับแคบลงทุกที

เพราะฉะนั้น เพื่อเปิดใจตัวเองให้กว้างขึ้น ต่อแต่นี้ไปเราจึงน่าจะเปลี่ยนมาลอง " จับถูก " แทนการ " จับผิด " ดูบ้าง หาข้อดี ข้อเด่น ของผู้ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกในครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงหรือผู่ร่วมงานก็ตาม แล้วยกเอาข้อดีมาชมเชยให้เขาเหล่านั้น ชื่นใจกันบ้าง เราเองก็จะได้รับไมตรีเป็นการตอบแทน คงไม่มีใครจะโกรธ เกลียดคนที่ชมเรา

สามีควรชมภรรยาบ้างว่าทำอาหารอร่อย ภรรยาก็ชมสามีว่าเป็นคนดี รักครอบครัว พ่อแม่ชมลูกว่าเป็นเด็กน่ารัก เพื่อชมเพื่อนว่าเป็นคนดีมีน้ำใจ เจ้านายชมลูกน้องว่าทำงานดี มีความคิดริเริ่ม ฯลฯ เพราะใคร ๆ ก็อยากได้คำชมด้วยกันทั้งนั้น

วันนี้คุณชมใครบ้างหรือยังคะ?

ขอบคุณบทความดี ๆ อินทิรา ปัทมินทร์ จากหนังสือรายการจายเสียง วิทยุศึกษา เดือน พฤศจิกายน 2533 หน้า 37 - 39




วันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2560

โรคอ้วนและยาลดความอ้วน


บล็อกนี้นำบทความเรื่องโรคอ้วนและยาลดความอ้วนมาให้เพื่อน ๆอ่านกัน บทความดี ๆจากวิทยุศึกษาดังต่อไปนี้นะค่ะ

โรคอ้วนและยาลดความอ้วน
 ในสมัยก่อนผู้ที่มีรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ แสดงถึงความเป็นผู้มีการกินดีอยู่ดี ปัจจุบันความคิดเช่นนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปไม่มีใครปรารถนาที่จะเป็นคนอ้วนยังถือว่าความอ้วนเป็นโรคชนิดหนึ่ง เพราะคนอ้วนมักจะเกิดความกังวลในรูปร่างของตนไม่มีความคล่องตัวในการทำงานแล้วยังมีแนวโน้นที่จะเกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่าย เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ เป็นต้น ในปัจจุบันจึงเกิดสถานบริการลดความอ้วนขึ้นจำนวนมาก

 โรคอ้วน เป็นภาวะที่มีไขมันสะสมในร่างกายเกิดการกินอาหารเกินความต้องการของร่างกายที่จะนำไปใช้ในการทำงาน และซ่อมแซมเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ อาหารส่วนที่เหลือจะถูกเปลี่ยนแปลงเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งสาเหตุของโรคอ้วนมีด้วยกันหลายประการเช่นความบกพร่องของระบบประสาทส่วนกลาง กรรมพันธ์ุ ยา สภาวะแวดล้อมทางสังคม อาชีพ ลักษณะอาหารในท้องถิ่น ขาดการออกกำลังกาย ภาวะทางจิตใจซึ่งการกินเป็นความสุขอย่างหนึ่งเป็นต้น

 การลดความอ้วน สามารถกระทำได้หลายวิธี ที่นิยมปฎิบัติในปัจจุบันคือ การควบคุมอาหารการออกกำลังกาย และการรับประทานยาลดความอ้วน วิธีการควบคุมอาหารกระทำโดยรับประทานอาหารประเภทโปรตีน ( เนื้อสัตว์ที่ไม่มีไขมันติด )อาหารที่มีกากได้แก่ ผัก ผลไม้ ลดปริมาณอาหารที่ให้พลังงานสูงซึ่งได้แก่ ไขมัน แป้ง น้ำตาล น้ำอัดลม เบียร์ เหล้า ขนมหวาน รวมถึงผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น ทุเรียน มะม่วงสุก องุ่น ละมุด การรับประทานทุกมื้อไม่ควรงดมื้อใดมื้อหนึ่ง เพราะจะรับประทานชดเชยเมื่อมีอาการหิวจัดแล้วยังควรออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยอย่างสม่ำเสมอ เป็นการนำอาหารที่ได้รับเข้าไปเปลี่ยนแปลงใช้เป็นพลังงาน ทำให้เกิดหลงเหลือสะสมเป็นไขมันเพียงเล็กน้อยการออกกำลังยังช่วยเสริมสร้างสุขภาพอนามัยให้แข็งแรงอีกด้วย ควรทำอย่างสม่ำเสมอและนานพอสมควร แต่ไม่ควรหักโหมเกินไป

 การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย เป็นวิธีการลดความอ้วนที่ได้ผลดีและปลอดภัย เนื่องจากเป็นการควบคุมปริมาณอาหารที่นำเข้าสู่ร่างกาย และเพิ่มการใช้พลังงานทำให้หลงเหลือสะสมเป็นไขมันเพียงเล็กน้อย แต่วิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ทำได้ยากต้องอาศัยความตั้งใจ กำลังใจอย่างมาก มิฉะนั้นก็จะไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยเหตุนี้จึงมีการพยายามที่จะหาวิธีอื่นเข้ามาช่วย ซึ่งก็คือ การรับประทานยาลดความอ้วน

 ยาลดความอ้วน ที่ใช้กันในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นยาที่อยู่ในกลุ่มใกล้เคียงกับยาแอมเฟตามีน ( amphetamine ) ซึ่งยานี้เป็นที่รู้จักกันในท้องตลาดว่า " ยาม้า " เป็นยากระตุ้นประสาท แก้ง่วง ยาลดความอ้วนเหล่านี้ออกฤทธิ์โดยกระตุ้นศูนย์ควบคุมความหิวในสมองทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร ด้วยเหตุที่ยาเหล่านี้ออกฤทธิ์ต่อสมองโดยตรง จึงทำให้เกิดมีอาการไม่พึ่งประสงค์มากมาย เช่น อาการใจสั่น นอนไม่หลับ กระวนกระวายใจ ความดันโลหิตสูง ปวดศีรษะ มึนงง และถ้าใช้ติดต่อกันนาน ๆ จะทำให้เกิดติดยาและดื้อยาในที่สุด จะต้องเพิ่มปริมาณยาขึ้นเรื่อย ๆ จึงจะให้ผลการรักษาเท่าเดิม ซึ่งผลการรักษาเท่าเดิม ซึ่งผลของยาจะทำให้มีอาการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ คือ มีควาามหวาดระแวง ประสาทหลอนขึ้น ดังนั้นการใช้ยาลดความอ้วนควรหลีกเลี่ยงให้ผู้ที่มีแนวโน้มจะติดยาได้ง่าย เช่น คนติดเหล้า หรือผู้ที่มีอาการซึมเศร้า มีความเครียดสูง ปวดศรีษะ ไมมเกรน เพราะจะทำให้อาการรุนแรงเพิ่มขึ้นปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้ยาเหล่านี้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทซื้อขายตามใบสั่งแพทย์เท่านั้น

 นอกจากยาในกลุ่ม แอมเฟตามีนแล้ว มียาหลายชนิดที่ได้นำมาใช้ในการลดความอ้วนด้วย ตัวอย่างได้แก่ ยาถ่าย ยาขับปัสสาวะ ยาที่ทำให้อุจจาระรวมตัวเป็นก้อนในลำไส้ ( Bulk producing agent ) ซึ่งยาเหล่านี้ไม่ควรนำมาใช้ในการลดความอ้วน เพราะไม่ค่อยได้ผลและอาจทำให้เกิดอันตรายในการใช้สูง ยาถ่าย ทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่จากร่างกาย ยาขับปัสสาวะ ทำให้น้ำหนักลดโดยการสูญเสียน้ำ แต่ไม่มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของปริมาณไขมันในเนื้อเยื่อ ยาที่ทำให้อุจจาระในลำไส้รวมตัวเป็นก้อน เช่น เมทธิล เซลลูโลส ( methyl Cellulose ) ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์เทียมเซลลูโลสจากผัก จะทำให้รู้สึกอิ่ม แต่มีผลระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร เป็นต้น

 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ขอแนะนำวิธีการลดความอ้วนที่ดีและปลอดภัยคือ ควรใช้การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาควรอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด และที่สำคัญที่สุดจะต้องระลึกไว้เสมอว่า ยาลดความอ้วนเพียงอย่างเดียว ไม่มีประโยชน์ในการใช้ลดความอ้วน จะต้องใช้ร่วมไปกับวิธีการออกกำลังกายและการควบคุมอาหารด้วยจึงจะได้ผลดี

บทความจาก สคบ.สาร ปีที 10 ฉบับที่114 มิถุนายน 2532  จากหนังสือรายการกระจายเสียงวิทยุศึกษาฉบับ เดือนกันยายน 2533 หน้า 17 - 20












วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ดอกพวงคราม ( Purple wreath )




ดอกพวงคราม ชื่อสามัญ Purple wreath ชื่อวิทยาศาสตร์ Petrea volubilis  อยู่ในวงศ์ Verbenaceae เป็นไม้เถาเลื้อยขนาดกลาง สามารถเลื้อยได้ไกลถึง 10 - 12 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน ใบกว้าง 5-7 ซ.ม. ยาว 8 -10 ซ.ม. ใบหนาและสากแข็ง ใบรูปหอกปลายใบปลายแหลม
ดอกสีม่วง ดอกออกตามปลายกิ่ง ออกเป็นช่อกระจะ  โคนดอกหลอด มี 5กลีบเชื่อมกัน ดอกสีม่วงอยู่บนฐานรองดอกสีเขียว เมื่อดอกแก่ดอกก็จะร่วงไปเหลือแต่ฐานรองดอกที่ติดผลมีเมล็ดอยู่ภายในเป็นสีน้ำตาล ผลของพวงครามเป็นผลสด
พวงครามชอบแสงแดดตลอดวัน ไม่ชอบเปียกแฉะ
การขยายพันธุ์ด้วย การปักชำ การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง
ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ประดับ