วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

วิธีหลีกเลี่ยงโรคมะเร็ง




บล็อกนี้นำบทดี ๆ มาเล่าต่อกันอีกแล้วนะค่ะ บทความเรื่องวิธีหลีกเลี่ยงโรคมะเร็งค่ะ

วิธีหลีกเลี่ยงโรคมะเร็ง

จากผลการศึกษาทางระบาดวิทยาของโรคมะเร็งในหลายประเทศสรุปได้ว่าประมาณ 70 - 80 %  ของโรคมะเร็งในคนเกิดจากการได้รับสิ่งก่อมะเร็งปะปนอยู่ในสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งสารเคมีมีประชาชนต้องได้รับ และสัมผัสอยู่เป็นประจำ ทั้งในชีวิตความเป็นอยู่ทั่วไปและอาชีพการงานและในปัจจุบันนี้มีการสังเคราะห์สารเคมีขึ้นมาใช้กันอย่างมากมาย ทั้งในทางสาธารณสุข อุตสาหกรรมและเกษตรกรรมและสารเคมีเหล่านี้ก็จะปะปนอยู่ในเครื่องอุปโภค บริโภคต่าง ๆทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม และบางชนิดอาจจะทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ นอกจากนี้ก็อาจจะมีสารก่อมะเร็งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและปะปนอยู่ในเครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ จึงควรจะทราบว่าเครื่องบริโภคอุปโภคชนิดใดที่อาจจะมีสารก่อมะเร็งปะปนอยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงจากการได้รับสารก่อมะเร็งบางชนิดซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ การหลีกเลี่ยงต่อการเกิดโรคได้ การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งจะแยกได้เป็น 2 ประการ คือ

 1. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้แก่

 - ลดหรืองดการสูบบุหรี่
 - ลดการดื่มสุราซึ่งมีผลต่อหลอดอาหารและตับ
 - ระมัดระวังในการใช้ยา เช่น ฟินาซิติน, คลอแรมเฟนิคอล, เมลฟาแลน, ไซโคลฟอสฟาไมด์
 - ไม่รับประทานอาหารที่ราขึ้นยกเว้นเนยแข็ง
 - ไม่ดื่มน้ำชากาแฟที่ร้อนจัดและการกินอาหารที่ร้อนจัด เพื่อลดการเป็นมะเร็งของหลอดอาหาร
 - ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เพื่อลดมะเร็งจากเต้านมหรือลำไส้ใหญ่
 - หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรมควัน หรือไหม้เกรียมเป็นประจำเพื่อไม่ก่อให้เกิดมะเร็งของกระเพาะอาหารและตับ
 - ลดการใช้ฮอร์โมนในสตรีวัยหมดประจำเดือนโดยไม่จำเป็น เพื่อลดการเป็นมะเร็งของเยื่อบุมดลูก

 2. การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อม

 - หลีกเลี่ยงการใช้ยาฆ่าแมลงโดยไม่จำเป็น
 - หลีกเลี่ยงจากการถูกแสงแดดจัดเป็นเวลานาน ๆ
 - หลีกเลี่ยงการอยู่ในชุมชนแออัด

ข้อแนะนำที่ควรปฏิบัติ

 1. ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ควรเลือกอาหารที่มีไวตามิน เอ ซี และอี สูง เช่นผักผลไม้และอาหารที่มีกากมากเป็นประจำเพื่อป้องกันโรคมะเร็งของลำไส้
 2. ไม่ควรรับประทานอาหารมากเกินไปโดยเฉพาะไขมัน เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้
 3. ไม่ควรรับประทานอาหารรสเค็มจัด อาหารที่มีราขึ้น ( ยกเว้นเนยแข็ง ) เพราะอาจปนเปื้อนด้วยสารก่อมะเร็ง
 4. ไม่ควรรับประทานอาหารและยาชนิดเดียวกันซ้ำ ๆ ซาก ๆ
 5. ไม่ควรดื่มสุรา หรือสูบบุหรี่มากเกินไป
 6. ไม่ควรดื่มน้ำชา กาแฟมากเกินไป และควรหลีกเลี่ยงการดื่มของร้อนจัด ๆ
 7. ควรออกกำลังกายและอยู่ในที่โล่งแจ้ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก
 8. ควรหลีกเลี่ยงควันพิษจากรถยนต์และโรงงานต่าง ๆ
 9. อย่าหักโหมทำงานหนักมากเกินไป เพราะว่าจะทำให้ร่างกายอ่อนแอและภูมิต้านทานโรคก็จะลดลง ทำให้ติดโรคได้ง่าย
 10. ควรอาบน้ำอย่างสม่ำเสมอจะได้ชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย


นี้คือข้อแนะนำดี ๆ จาก สคบ.สาร ปีที่ 13 ฉบับ 133 มกราคม 2534 พิมพ์ต่อที่ หนังสือรายการกระจายเสียงวิทยุศึกษา หน้าที่ 31 - 33 เดือนกันยยน 2534 ขอบคุณค่ะที่ช่วยบอกต่อบทความดี ๆ ที่มีประโยชน์แก่พวกเรา ขอบคุณค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เสลา





 ชื่อวิทยาศาสตร์ Lagerstroemia loudoni Teijsm & Binn. อยู่ในวงศ์ Lythraceae ถิ่นกำเนิดในป่าทั่วไปของของไทย
เสลาเป็นต้นไม้ผลัดใบขนาดกลางสูง 10 - 20 เมตร เปลือกสีน้ำตาลเข้มมีรอยแตกเป็นทางยาวตลอดลำต้น เรือนยอดทรงกลมทึบ ใบดก กิ่งโน้นลงรอบๆทรงพุ่มใบเป็นใบเดี่ยว รูปใบหอกปลายใบแหลมเป็นติ่ง ดอกมีสีม่วง ม่วงอมชมพู หรือม่วงกับขาว ดอกออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ดอกเป็นรูปถ้วยมีกลีบแยก 6 กลีบ ดอกออกเดือน มีนาคมถึงเมษายน เป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ตามป่าเบญพรรณทั่วไป
 การขยายพุันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ดินที่ใช้ปลูกเป็นดินร่วนปนทราย ที่มีความชุ่มชื้น ต้นเสลาเป็นต้นไม้ที่ชอบแสงแดดมากจึงต้องปลูกไว้กลางแจ้ง
ประโยชน์ปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับสวยงามและเป็นไม้ใช้สอย





วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เส้นเลือดขอด


เส้นเลือดมีกี่ชนิด

เราอาจแบ่งเส้นเลือดได้เป็น 2 ชนิด ชนิดแรกคือเส้นเลือดแดง ( artery ) ทำหน้าที่นำเลือดออกจากหัวใจไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกายหลังจากที่ได้รับการฟอกที่ปอดให้มีปริมาณอ๊อกซิเจนสูงแล้ว เลือดเคลื่อนไปตามเส้นเลือดแดง โดยอาศัยแรงบีบของหัวใจ
อีกชนิดหนึ่งคือ เส้นเลือดดำ ( vein ) วึ่งทำหน้าที่นำเลือดกลับไปสู่หัวใจ หลังจากที่ได้ปล่อยอ๊อกซิเจนให้แก่อวัยวะต่าง ของร่างกายแล้ว


เส้นเลือดขอดคืออะไร?

เส้นเลือดขอด ( varicose veins ) ได้แก่ เส้นเลือดดำ ที่โป่งขึ้นและเกิดการบิดเบี่ยงจนรูปร่างหงิกงอไป บางครั้งแลดูเหมือนตัวหนอน เส้นเลือดดำเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้ผิวหนังเมื่อเกิดการโป่งโตขึ้นจะแลดูออกสีน้ำเงินเข้ม เส้นเลือดขอดเกิดได้ทั้งในชายและหญิงและโดยมากจะเกิดที่บริเวณขา

อะไรเป็นสาเหตุของเส้นเลือดขอด กรรมพันธุ์มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเปล่า?

เส้นเลือดขอดเกิดได้จากหลายสาเหตุผสมผสานกัน ความอ่อนแอของโครงสร้างผนังเส้นเลือดดำและลิ้นภายในเส้นเลือดตลอดจนแรงดึงดูดของโลก เป็นสาเหตุที่ได้รับการอ้างอิงถึงบ่อยที่สุด

ความอ่อนแอของโครงสร้างผนังเส้นเลือดดำอาจจะได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ มีผู้รายงานว่าผู้ที่มีเส้นเลือดขอดจะมีบิดาหรือมารดาเป็นเส้นเลือดขอดถึงเกือบครึ่งต่อครึ่ง

เส้นเลือดดำในขาของคนปกติมีลิ้นซึ่งแยกเป็น 2 แฉก คล้ายถ้วยเล็ก ๆ อยู่ภายใน โดยปกติลิ้นพวกนี้จะอยู่ห่างกันประมาณ 2 นิ้ว และจะเปิดออกเวลาเลือดไหลไปสู่หัวใจ แต่จะเปิดไปในทิศทางเดียว ซึ่งหมายความว่าเลือดจะไหลกลับมาไม่ได้ ในผู้ที่มีเส้นเลือดขอด แฉกของลิ้นจะอยู่ห่างกัน เลือดที่ไหลขึ้นไปก็จะมีโอกาศไหลกลับลงมาได้ทำให้เส้นเลือดโป่งออก

อาชีพและประเภทของงานก็อาจมีส่วนในการทำให้เส้นเลือดขอดเป็นมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ต้องยืนนาน ๆ เช่น หมอฟัน ช่างทำผม พนักงานบริการในร้านอาหาร ทั้งนี้ก็เพราะเวลายืน แรงดึงดูดของโลกจะดึงดูดเลือดที่อยู่ในเส้นเลือดให้ลงไปสู่จุดศูนย์กลางของโลกทำให้เลือดที่อยู่ต่ำสุดของร่างกายคือที่ขามีแรงดันมากที่สุด มากกว่าเลือดที่อยู่ส่วนบนของร่างกายจึงเกิดแรงดันผนังเส้นเลือดได้มากเมื่อไปเกิดร่วมกับความอ่อนแอ่ ของโครงสร้างผนังเส้นเลือด และความผิดปกติของลิ้นเส้นเลือดผลลัพธ์ก็คือเส้นเลือดโป่งออก


เส้นเลือดขอดเกี่ยวกับการตั้งครรภ์อย่างไร?

ในระหว่างการตั้งครรภ์มีปัจจัยหลายประการที่ส่งเสริมให้เกิดเส้นเลือดขอด ฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นอาจมีส่วนทำให้ผนังเส้นเลือดดำหย่อนตัว ยังผลให้เกิดการโป่งออกได้ หากความดันในเส้นเลือดเพิ่มขึ้น ( เหมือนยางรัดเอวกางเกงนอนเวลาหย่อน ) การไหลเวียนของเลือดไปยังมดลูกที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายในระหว่างตั้งครรภ์ และเนื่องจากเลือดจากมดลูกไหลกลับไปหัวใจโดยทางเส้นเลือดเดียวกับเลือดที่ไหลขึ้นมาจากขา ทำให้เลือดคั่งในเส้นเลือดเหล่านี้ ซึ่งมีผลก่อให้เกิดความดันในเส้นเลือดเพิ่มขึ้นนอกจากนี้ท้องที่เพิ่มขนาดและน้ำหนักในระหว่างตั้งครรภ์ก็มีส่วนเพิ่มความดันภายในเส้นเลือดทำให้เลือดไหลกลับช้าลง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ล้วนแต่ส่งเสริมให้เกิดเส้นเลือดขอด

โดยปกติผู้ที่มีเส้นเลือดขอดจะมีความดันของเลือดภายในเส้นเลือดดำสูงอยู่แล้ว ในระหว่างการตั้งครรภ์ ความดันดังกล่าวจะสูงขึ้นไปอีก ทำให้โอกาสที่จะมีอาการของเส้นเลือดขอดเพิ่มขึ้น

อาการสำคัญของการมีเส้นเลือดขอดคืออะไร ?

ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มาปรึกษาแพทย์เรื่องเส้นเลือดขอดมักจะมาเนื่องจากความไม่น่าดูของขาจากการที่มีเส้นเลือดโป่ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่ในบางรายอาจมีความรู้สึกปวดขาและรู้สึกหนักขาเวลายืนนาน ๆ อาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นเวลายกขาสูง น้อยรายอาจมีความรู้สึกแน่นในขาและปวดเหมือนขาจะระเบิด อาการปวดแสบ ๆ พร้อมกับคันที่ผิวหนังตรงที่มีเส้นขอดก็เกิดได้เหมือนกัน ผู้ป่วยบางคนมีโรคผิวหนังตรงตำแหน่งที่ขอดด้วย อาการส่วนใหญ่จะเป็นที่ขาส่วนใต้เข่าลงไปและผู้ป่วยที่มีครรภ์อาจจะมีอาการปวดมากกว่าผู้ป่วยอื่น อาการขาบวมพบได้ไม่บ่อยนักในผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดขอดที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยที่มีโรคของเส้นเลือดแดงอุดตันเส้นประสาทขาถูกกดหรือโรคของไขข้ออักเสบอาจจะมาปรึกษาแพทย์โดยคิดว่าอาการปวดขาจะเนื่องมาจากโรคของเส้นเลือดขอดการซักประวัติและการตรวจร่างกายที่ละเอียดจะช่วยแยกโรคดังกล่าว

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากเส้นเลือดขอดมีอะไรบ้าง?

เลือดในเส้นเลือดขอดอาจแข็งตัว ทำให้เกิดการอุดตันขึ้นในเส้นเลือด ผลที่ตามมาคือ ผนังเส้นเลือดและเนื้อเยื่อรอบ ๆ เส้นเลือดอักเสบ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดผิวหนังตรงจุดที่เส้นเลือดเกิดการอุดตันจะแดง บวม และร้อน และผู้ป่วยมักจะมีไข้ ในบางรายการกระแทกเพียงเบา ๆ อาจทำให้เส้นเลือดขอดแตกเกิดการเสียเลือดได้ ในกรณีดังกล่าว การใช้นิ้วมือกดเบา ๆ ที่จุดเลือดออกชั่วระยะเวลาหนึ่งอาจทำให้เลือดหยุดได้ ผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดขอดนาน ๆ อาจมาหาแพทย์ด้วยเรื่อง แผลเรื้อรัง ส่วนมากมักจะเป็นบริเวณขาส่วนล่างใกล้ตาตุ่มแผลจะเป็นแอ่ง มีเนื้อเยื่อสกปรกคลุม ผิวหนังรอบ ๆ แผลจะหนาบวม มีน้ำเหลืองซึมและมีสีคล่ำเนื่องจากมีสารเหล็กไปสะสมแผลชนิดนี้จะเป็นเป็น ๆ หาย ๆ จนกว่าจะรักษาเส้นเลือดขอดอย่างถูกต้อง หากทิ้งไว้โดยไม่รักษาขาส่วนนั้นจะลีบลงเนื่องจากสูญเสียเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังไป

เส้นเลือดขอดจะหายไปเองได้ไหม?

เส้นเลือดขอดอาจจะเป็นแบบถาวรหรือชั่วคราว หญิงตั้งครรภ์บางคนมีเส้นเลือดดำที่ปกติ แต่เนื่องจากภาวะตั้งครรภ์ทำให้เกิดการดึงและโป่งออกของเส้นเลือดลิ้นเส้นเลือดไม่สามารถนำมาจดกันตรงกลางเส้นเลือดดังที่ได้อธิบายมาแล้ว ในกรณีเช่นนี้เส้นเลือดขอดอาจจะดีขึ้นหรือหายไปได้หลังคลอด เมื่อสภาวะที่ทำให้เกิดการดึงรั้งหมดไป แต่หากสภาวะเช่นนี้เกิดนานพอสมควรหรือในกรณีที่พัฒนาการของลิ้นภายในเส้นเลือดไม่ดีมาแต่กำเนิดโอกาสที่จะเป็นเส้นเลือดขอดแบบถาวรก็มีมาก

ถ้ามีเส้นเลือดขอด " คุณ" จะดูแลตัวเองได้อย่างไร?

โดยทั่วไปการยกขาสูงบ่อย ๆ ( โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานั่ง ) ทำให้ความดันภายในเส้นเลือดลดลง การออกกำลังก็มีส่วนช่วยการไหลเวียนของเลือด เพราะการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อขาช่วยดันให้เลือดไหลกลับไปหัวใจได้ดียิ่งขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการสวมสเตย์เพราะทำให้เลือดไหลเวียนกลับไม่ดี ถ้ามีโอกาสควรนอนยกขาขึ้นบ้างเป็นครั้งคราวในเวลากลางวัน การสวมถุงเท้าที่ทำพิเศษจะช่วยให้สบายขึ้น ถ้ายังมีปัญหาหรือมีภาวะแทรกซ้อนก็ควรปรึกษาหมอ

" หมอ " รักษาเส้นเลือดขอดกันอย่างไร

เส้นเลือดขอดที่เป็นน้อย อาจใช้วิธีการรักษาง่าย ๆ ดังกล่าวมาแล้ว แต่ถ้าเป็นมากหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เกิดการอักเสบ อุดตัน แตกมีเลือดออกหรือเกิดเป็นแผลเรื้อรังก็ควรให้หมอรักษา การรักษาที่ได้ผล คือการผ่าตัดเอาเส้นเลือดขอดออกหลักการก็คือ การเอาเส้นเลือดที่ผิดปกติ ที่มีความอ่อนแอของผนังหรือของลิ้นเส้นเลือดออกโดยปล่อยให้เลือดไหลกลับไปหัวใจทางเส้นเลือดที่แข็งแรงซึ่งอยู่ลึกกว่า วิธีการนี้อาจทำได้โดยการเปิดแผลเพียงไม่กี่แห่ง ทำให้มีแผลเป็นน้อย อีกวิธีหนึ่งคือการฉีดสารเคมีบางอย่างเข้าไปในเส้นเลือดขอดเพื่อทำให้เส้นเลือดดังกล่าวแฟบไป หมออาจใช้วิธีการนี้ร่วมกับการผ่าตัดหรือรักษาโดยวิธีนี้เพียงวิธีเดียว ปัญหาของการฉีดสารเคมีคือ หลังฉีดแล้วต้องพันผ้าไว้เป็นเวลานานหลายสัปดาห์เพื่อให้ได้ผลดี ซึ่งในสภาพอาการร้อนแบบเมืองไทยนี้อาจจะเป็นการยาก และบางครั้งต้องฉีดหลายครั้งจึงจะได้ผล นอกจากนี้หากพันผ้าไว้ไม่นานพอ โอกาสที่จะเกิดเป็นใหม่ก็มีมาก เพราะฉะนั้นหมอส่วนใหญ่จึงมักใช้วิธีการรักษานี้ในกรณีที่เส้นเลือดขอดมีน้อยและลิ้นเส้นเลือดไม่ผิดปกติ


ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จากหนังสือรายการกระจายเสียงของสถานีวิทยุศึกษา เรื่อง เส้นเลือดขอด ของน. พ. ประเสริฐ ไตรรัตน์วรกุล  หนังสือรายการกระจายเสียง เดือน เมษายน 2533 หน้า18 - 23





วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2561

ละมุด ( Sapodilla )


ละมุด ชื่อวิทยาศาสตร์  Manilkara zapota ( L ) P. Royen วงศ์ SAPOTACEAE ละมุดมีถิ่นกำเนิดจาก อเมริกากลาง เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ลำต้นสีน้ำตาลอ่อนถึงเทา ใบเป็นใบเดี่ยว รูปใบหอกปลายใบแหลมผิวใบมัน ออกแบบเรียงสลับตามปลายกิ่ง ดอกออกเป็นช่อกระจุกตามปลายกิ่ง ผลออกเป็นผลสด
การขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด และการตอนกิ่ง ปลูกในดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดีชอบแสงแดดเต็มวันการให้น้ำสม่ำเสมอ
ประโยชน์ ปลูกเพื่อการค้า หรือปลูกไว้เป็นไม้ผลภายในบ้านได้








วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2561

ปฏิบัติงานให้มีความสุข ไม่เครียด



บทความจาก สคบ. สาร นำมาเล่าต่อให้เพื่อน ๆ ฟังอาจจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่เคร่งเครียดเรื่องการทำงาน อาจจะช่วยได้และทำให้การทำงานมีความสุขมากขึ้น บทความมีดังนี้

ปฏิบัติงานให้มีความสุข... ไม่เครียด

 มนุษย์เกิดมาต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมเพื่อความอยู่รอดเพื่อความก้าวหน้าในชีวิตการงานและความสุขของครอบครัวปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้มนุษย์เกิดความเครียด ซึ่งเกิดจากการใช้สมองขบคิดแก้ปัญหาต่าง ๆที่เกิดขึ้นตลอดเวลา จึงขอแนะนำวิธีการปฎิบัติงานให้มีความสุขดังนี้

1. มีความพอใจกับงานที่ทำ แม้จะเป็นงานที่ไม่ชอบก็ต้องพยายามสร้างความชอบ ความสนใจในงานที่ทำ มองจุดเด่นของงานที่ต้องใช้ความสามารถสร้างความภูมิใจให้กับงานของตน

2. เตรียมพร้อมที่จะรับงานในวันรุ่งขึ้นด้วยการตื่นนอนแต่เช้าด้วยจิตใจที่แจ่มใส เบิกบาน ตัดความคิดฟุ้งซ่าน ความวิตกกังวลให้สิ้นไป

3. ทำงานให้เต็มความสามารถ รวดเร็ว เรียบร้อย และถูกต้องและควรถือว่าทุกคนย่อมมีความผิดพลาดได้ อย่าโทษคนอื่นหรือโทษตนเองจนเกิดความเครียดวิตกกังวล

4. คิดเสียว่า การทำงานย่อมต้องมีการกระทบกระทั่งกันเป็นของธรรมดาให้อภัยกันได้ ไม่ควรเก็บความเครียดแค้นไว้ในใจ อย่ามองคนในแง่ร้าย หวาดระแวงจะไม่มีความสุขในชีวิตการทำงานและการดำรงชีวิตในสังคม

5. ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่าถือตัวเองเป็นใหญ่ไม่ใช้อารมณ์ต่อเพื่อนร่วมงานไม่ว่าจะเป็นต่อผู้บังคับบัญชาหรือผู้ใต้บังคับบัญชา

6. งดเว้นการพูดนินทาตั้งกลุ่มวิจารณ์บุคคลอื่น ๆ

7. เมื่อกลับบ้านอย่าคิดกลุ้มใจเกี่ยวกับงานที่ทำผ่านมาแล้วขณะเดียวกันเมื่อทำงานควรทิ้งเรื่องต่าง ๆ ที่บ้านไว้เสียจะได้ทำงานด้วยความปลอดโปร่งใจและมีสมาธิ

   อย่างไรก็ตามแม้จะรู้ถึงชีวิตการปฎิบัติงานอย่างมีความสุขแล้วก็ตาม อาจเกิดความเครียดขึ้นได้ ซึ่งเราจะสังเกตได้จากลักษณะอารมณ์และพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากความเคยชิน เช่น กลายเป็นคนนอนน้อย หลับยาก ตื่นง่าย ทำงานมากขึ้น ไม่ค่อยเหน็ดเหนื่อยไม่ค่อยพูดจากับใครกินน้อยไม่ค่อยหิวหรือบางคนกลับกินมากขึ้นอาจนั่งคล้ายเหม่อลอยไม่ต้องการให้ใครรบกวน วิธีแก้ไขหรือผ่อนคลายเครียดทำได้หลายวิธีดังนี้

1. หยุดคิดสักนิดว่าตนเองกำลังมีความเครียด เพื่อจะได้รู้สึกตัวพยายามทางให้ความเครียดค่อย ๆ ผ่อนคลายลง

2. รู้จักควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในระดับปกติ หาทางระบายความวิตกกังวลใจด้วยการออกกำลังกาย หรือทำงานอย่างอื่นที่ใช้กำลังเพื่อลดความกลุ้มใจ

3. ควรพักผ่อนทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยการไปพักผ่อนตากอากาศหาความสนุกสนานเพลิดเพลินเป็นการชั่วคราว เพื่อช่วยให้จิตใจแจ่มใสสมองปลอดโปร่ง

4. หาคนที่ไว้ใจได้ปรับทุกข์ เพื่อระบายความอึดอัดใจแต่ต้องเป็นคนที่รู้จักรับฟังไม่ขัดคอและเป็นเพื่อนแท้

5. ถ้าหาทางออกด้วยตนเองไม่ได้ ควรไปหาผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรงเริ่มตั้งแต่ผู้อาวุโสในครอบครัว ในที่ทำงาน ครู พระสงฆ์ผู้ที่เป็นที่เคารพนับถือของครอบครัว นักจิตวิทยา จิตแพทย์

6. เปลี่ยนแนวทางการดำเนินชีวิตใหม่ เช่น หางานขายของเป็นการเพิ่มรายได้พิเศษและได้รู้จักเพื่อนใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น

7. การฝึกสมาธิสามารถทำให้จิตสงบได้ โดยเลือกวัดที่มีสถานที่เงียบสงบ มีพระภิกษุหรืออาจารย์ที่สามารถสอนการฝึกสมาธิได้และเริ่มต้นรักษาศีลให้ทานและฝึกสมาธิเพื่อทำให้จิตใจลดความกระวนกระวายและความทุกข์ลดลงได้
จากข้อแนะนำดังกล่าวจะช่วยให้ผู้อ่านสามารถคลายเครียดลงได้และทำงานได้อย่างมีความสุขมากขึ้นอย่างแน่นอน
เรียบเรียงจาก " วิธีปฏิบัติงานให้มีความสุข " กองแผนงานสุขภาพจิต กรมการแพทย์ คอลัมน์ ชีวิตและสุขภาพ ของ น. พ. สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ข้อมูลจากหนังสือรายการกระจายเสียง วิทยุศึกษา เดือน พฤศจิกายน 2536 หน้า 44 -46

หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุก ๆคน ขอบคุณค่ะ