วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ปลูกผักสวนครัวกันเถอะ ( ตอน ผักกระสัง )




ต้นผักกระสัง ต้นเล็ก ๆ ที่ชอบขึ้นอยู่กับต้นไม้ที่เราปลูก บางครั้งก็ขึ้นในกระถางบาง นอกกระถางบางลองสังเกตดูกันนะค่ะในบริเวณกระถางต้นไม้ของเรา เขามาเองโดยที่เราไม่ได้ปลูก บล็อกนี้เรามารู้จักเขากันเถอะค่ะ

ผักกระสังชื่อวิทยาศาสตร์ Peperomia pellucida korth อยู่ในวงค์ PEREROMIAEAE ชื่อสามัญ Peperomia สามารถพบได้ทั่วไปในเขตร้อน ในประเทศไทยพบได้ทุกภาคของประเทศ
ลำต้นของผักกระสังเป็นลำต้นอวบน้ำและเปราะบาง ลำต้นมีสีเขียวอ่อน ๆ มีความสูงจากพื้นดินประมาณ 5 - 10 ซม.
ใบเป็นรูปหัวใจหนาขอบใบเรียบ
ดอกออกเป็นช่อ ดอกเป็นสีเขียวคล้ายปุ่มเล็ก ๆ เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเม็ดมักจะร่วงลงพื้นใกล้ ๆ ต้นแม่แล้วงอกใหม่ขึ้นมาเป็นต้นอ่อนเล็ก ๆ
ผักกระสังชอบดินที่มีความชุ่มชื่นและอยู่ในพื้นที่มีแสงร่ำไร ( ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะไม่ได้ปลูกเขาจะขึ้นเองตามใจชอบ  ^^ )
ประโยชน์ของผักกระสัง สามารถใช้เป็นผักสวนครัวกินกับน้ำพริกทั้งสดและแบบลวกหรือใส่ในแกงป่าและเป็นพืชสมุนไพรอีกด้วย




วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ทำไม..กลั้นปัสสาวะไม่อยู่



ผู้หญิงจำนวนไม่น้อย ประสบกับปัญหา " กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ " ซึ่งปัญหานี้มักจะเกิดกับผู้สูงอายุที่มีลูกแล้ว
การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่มักจะเกิดหลังจาก ไอ จาม หัวเราะ หรือ ยกของหนัก ในบางรายแค่เพียงอากาศหนาว หรือจุ่มมือลงในน้ำเย็นก็จะมีความรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ บางครั้งเข้าห้องน้ำไม่ทัน ก็ต้องเปรอะเปื้อนกันไปอาจจะเพียงเล็กน้อยแต่ก็ทำให้น่ารำคาญต่อผู้มีอาการนี้

อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดจากความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ หรือเส้นประสาทที่เชื่อมต่อระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับท่อปัสสาวะส่วนหญิงสูงอายุที่ใกล้จะหมดรอบเดือนระดับฮอร์โมนต่าง ๆ จะลดลงทำให้ควบคุมกระเพาะปัสสาวะได้ลำบาก จึงเกิดภาวะปัสสาวะเล็ดได้

การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ถ้าเกิดขึ้นบ่อย ๆ จะทำให้ผู้เป็นเกิดปัญหาทางจิตได้ เนื่องจากไม่กล้าที่จะสังคมอายที่จะไปเปรอะเปื้อนให้คนอื่นรู้ ทำให้เก็บตัว หงุดหงิด และเครียดได้

การแก้ปัญหานี้ด้วยตนเองทำได้ โดยการบริหารอุ้งเชิงกราน ในเวลาที่ปัสสาวะไปได้สักครู่ ผู้เป็นควรฝึกขมิบช่องคลอด เพื่อให้ปัสสาวะหยุดไหล โดยใช้กล้ามเนื้อหูรูดของทางเดินปัสสาวะ อย่าไปเกร็งขาหรือกล้ามเนื้อหน้าท้อง เพราะว่าจะทำให้ไม่ได้ผล ขมิบช่องคลอดเพื่อกลั้นปัสสาวะไว้ประมาณ 2 - 3 นาที จากนั้นก็ปล่อยให้ปัสสาวะไหลตามปกติ แล้วทำซ้ำอีก การบริหารอุ้งเชิงกรานจะช่วยให้ควบคุมการกลั้นปัสสาวะได้ดีขึ้น
หากว่ามีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่บ่อย ๆ ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องพบแพทย์

บทความ  "ทำไม กลั้นปัสสาวะไม่อยู่" เรียบเรียงโดย ทิพาพร ถาวรแก้ว โครงการการเผยแพร่ความรู้ทางวิทยุ มูลนิธิหมอชาวบ้าน ในหนังสือรายการกระจายเสียง วิทยุศึกษา เดือน มกราคม 2536  หน้า 44-45
ขอบคุณบทความดี ๆ จากวิทยุศึกษาค่ะ


วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เที่ยวงานตุ๊กตา dollpaca



บล็อกนี้พาเพื่อน ๆ เที่ยวชมงาน doll กันค่ะ คืองาน dollpaca dollprak and cafe ที่จัดขึ้นที่พาลาเดียม ประตูน้ำในวัน อาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมานะค่ะ ภายในงาน มีการออกร้านขายของที่เกี่ยวกับน้องตุ๊กตาของเรา มีวิก หลายแบบ เสื้อผ้า กางเกง และ รองเท้า และของประกอบอื่น ๆ อีกมากมาย รวมทั้งน้องตุ๊กตาด้วย เรียกว่ามางานนี้งานเดียวก็ได้ของกลับไปครบเลยค่ะ มาชม ตุ๊กตาในงานกันเถอะค่ะ



























วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ปลูกผักสวนครัวกันเถอะ ( กระเจี๊ยบเขียว )


บล็อกนี้มาชวนเพื่อน ๆ ปลูกกระเจี๊ยบเขียวกัน ปลูกง่ายและอยู่ได้นานแค่หนึ่งหรือสองต้น ในกระถางนะค่ะ หรือลงแปลงค่ะ ดอกก็ยังสวยอีกด้วยนะค่ะ

กระเจี๊ยบเขียว ( Okra ) ชื่อวิทยาศาสตร์ Abelmoschus esculentus ( L. ) Moench. วงศ์ Malvaceae ถิ่นกำเนิดในแถบแอฟริกาตะวันตก
ลำต้นมีสีเขียวอ่อนมีขนคลุมทั่วต้น ลำต้นสูง 1 - 2 เมตร
ใบเป็นใบเดี่ยว เป็นแฉกปลายใบแหลม
ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวสีเหลือง ดอกออกตามซอกใบไล่จากล่างขึ้นบน
ฝักเป็นแท่งมีสันที่เป็นเหลี่ยมรอบ 5 เหลี่ยมปลายฝักแหลมเมื่อแก่ฝักจะแตกออกทำให้เมล็ดแก่แตกออกมา
การปลูกกับดินร่วนชอบแสงแดดตลอดวัน ปลูกได้ในกระถางหรือลงแปลง
ประโยชน์ ปลูกเป็นพืชสวนครัวและปลูกไว้เพื่อจำหน่ายได้ ใช้ฝักอ่อนเป็นผักเครื่องจิ้มกับน้ำพริกหรือใช้แกง เช่น แกงส้ม เป็นต้น











วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2559

โรคตาแดง


โรคตาแดงเป็นโรคตาที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ คือจากเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และภูมิแพ้ ทั้ง 3 สาเหตุ ทำให้เกิดอาการตาแดงได้คล้ายคลึงกัน แต่มีลักษณะบางอย่างที่แตกต่างกันจึงควรวินิจฉัยแยกโรค เพื่อให้การรักษาและการดูแลตนเองตนเองอย่างถูกต้องและเหมาะสม

โรคตาแดงจากภูมิแพ้ ( Allergic Conjunctivitis )
   เป็นการอักเสบของเยื่อบุตาที่เกิดจากการแพ้ เช่น แพ้เกสรดอกไม้ ฝุ่น ยา ควันบุหรี่ เป็นต้น มักจะเป็น ๆ หาย ๆ และเป็นร่วมกับโรคภูมิแพ้ของอวัยวะอื่น เช่น น้ำมูกไหล หืด หรือผื่นแพ้ที่ผิวหนัง เมื่อเป็นติดต่อกันนาน ๆ จะทำให้เป็นต้อลมและต้อเนื้อได้



อาการสำคัญคือ คันตามากโดยเฉพาะตรงบริเวณหัวตา, ตาแดงเรื่อ ๆ มักจะเป็นสองข้าง, ระคายเคืองตา,  ตาบวม, มีน้ำตาไหล, มีเมือกหรือขี้ตาใส ๆ

การป้องกันและรักษาคือ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดการแพ้, ประคบเย็น, เพื่อลดอาการบวม, ใช้ยาหยอดตาแก้แพ้ ยาหยอดตาลดการอักเสบ และยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน

*** ตาแดงชนิดนี้ไม่ทำให้เกิดการติดต่อ ถ้าไม่มีการติดเชื้อร่วมด้วย

โรคตาแดงจากเชื้อแบคทีเรีย ( Bacterial Conjunctivitis )
  เป็นการอัเสบของเยื่อบุตาที่เกิดจากการติดเชื้อ S.epidermidis, S.aureus

อาการสำคัญคือ มีอาการตาแดงไม่มาก มีขี้ตามากสีเขียวปนเหลือง ทำให้เปิดตาลำบากในตอนเช้ามักจะไม่มีอาการปวดตาหรือเคืองตา ไม่มีอาการคันอาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ บางรายมีไข้ร่วมด้วย

การรักษาคือ ใช้สำลีชุบน้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาดเปลือกตา เพื่อให้ขี้ตาอ่อนตัวลง, ใช้ยาหยอดตาปฏิชีวนะและอาจใช้ยาหยอดตาแก้แพ้ร่วมด้วย

โรคตาแดงจากเชื้อไวรัส ( Viral Conjunctivitis )
  เป็นการอักเสบของเยื่อบุตาจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม adenovirus พบบ่อยในเด็กเล็ก ๆ มักระบาดในฤดูฝนและแพร่ระบาดได้ง่ายตามชุมขน โรงเรียน ถ้าไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่แรก ก็อาจติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้
อาการสำคัญคือ เยื่อบุตาขาวจะอักเสบแดงมาก ปวดตา เคืองตา มีน้ำตาไหล กลัวแสง ต่อมน้ำเหลืองหลังหูมักเจ็บและบวม มักเป็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งก่อนแล้วติดต่อมายังตาอีกข้าง
การรักษา จะรักษาตามอาการของโรค เนื่องจากเป็นเชื้อไวรัสยังไม่มียาฆ่าไวรัสนี้โดยตรง ถ้ามีขี้ตามากอาจหยอดยาปฏิชีวนะ ถ้ามีไข้ เจ็บคอ ก็ใช้ยาแก้อักเสบร่วมกับยาลดไข้ ยาลดปวด แต่ถ้ามีอาการรุนแรงมากขึ้นต้องรีบไปพบแพทย์

โรคตาแดงติดต่อกันได้อย่างไร ?
 โรคตาแดงมักระบายในกลุ่มคนที่อยู่รวมกันอย่างแออัด โดยส่วนใหญ่จะติดต่อโดยตรงจากการสัมผัสกับน้ำตา ขี้ตา ของผู้ป่วย หรือคลุกคลีกับผู้ป่วยโดยตรงหรืออาจติดต่อทางอ้อมได้โดย

- ใช้มือสกปรกที่มีเชื้อโรคขยี้ตา
- ใช้สิ่งของเครื่องใช้ เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แว่นตา เครื่องสำอางค์ และของใช้อื่น ๆ ร่วมกับผู้ที่เป็นโรค
- แมลงวันหรือแมลงหวี่มาตอมตา

*** ทั้งนี้โรคตาแดง จะไม่ติดต่อทางการสบตา ทางอากาศหรือรับประทานอาหารร่วมกัน และอาการต่าง ๆ จะเกิดได้ภายใน 1 - 2 วัน และระยะการติดต่อไปยังผู้อื่นประมาณ 14 วัน

เมื่อเป็นโรคตาแดงควรปฏิบัติตัวอย่างไร ?
- ควรหยุดเรียนหรือหยุดทำงานประมาณ 1 - 2 สัปดาห์หรือจนกว่าอาการตาแดงจะหายเป็นปกติ และไม่ควรไปอยู่ในที่ชุมชน เช่น โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า หรือลงเล่นน้ำในสระ เพราะอาจนำโรคไปแพร่ติดต่อสู่ผู้อื่นได้
- เมื่อมีอาการดังกล่าว ควรปรึกษาเภสัชกรเพื่อขอคำแนะนำหรือพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา
- ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังจากถูกตาและหมั่นล้างมือบ่อย ๆ
- ควรพักสายตา ไม่ใช่สายตามากนัก และพยายามรักษาสุขภาพ
พักผ่อนมาก ๆ ไม่ควรทำงานดึกควรนอนให้เพียงพอ
- ไม่จำเป็นต้องปิดตาไว้ตลอด ยกเว้น มีกระจกตาอักเสบ จึงปิดตาเป็นครั้งคราว
- แยกของใช้ส่วนตัว อย่าให้ผู้อื่นใช้ร่วมด้วย
- ควรใส่แว่นกันแดดเพื่อลดการระคายเคือง
- งดใส่คอนแทกเลนส์จนกว่าตาจะหายอักเสบ
- หากใช้กระดาษนุ่มซับน้ำตาหรือขี้ตาแล้ว ควรทิ้งในถังขยะที่มิดชิด

มีวิธีป้องกันไม่ให้ติดโรคตาแดงไหม ?
 โรคนี้เป็นโรคที่ป้องกันได้โดยการรักษาสุขภาพอนามัยส่วนบุคคล ได้แก่
- หมั่นล้างมือด้วยสบู่อยู่เสมอ ไม่่ใช้มือที่ไม่ได้ล้างให้สะอาดขยี้ตา
- เมื่อฝุ่นละอองหรือผงเข้าตาไม่ควรขยี้ตา ให้ล้างด้วยน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว
- ในสถานที่ที่คนอยู่รวมกันอย่างแออัด ควรจัดหาน้ำสะอาดให้เพียงพอ สำหรับการล้างมือ ล้างหน้าและใช้อาบ
- ไม่ใช้สิ่งของ เช่น เครื่องสำอางค์ แว่นตา ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดมือ ถ้วยล้างตาหรือยาหยอดตา ร่วมกับผุ้อื่น โดยเฉพาะเมื่อมีโรคตาแดงระบาดต้องระวังให้มากยิ่งขึ้น
- หมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ให้สะอาดอยู่เสมอ

ขอบคุณความรู้ดี ๆ จากแผ่นพับที่จัดทำโดย งานสุขาภิบาลและควบคุมโรค โรงพยาบาลบางจากสนับสนุนโดย กองทุนหลักประกันสุขภาพ เทศบาลเมืองลัดหลวง