บล็อกนี้พาเพื่อน ๆ เที่ยวชมงาน doll กันค่ะ คืองาน dollpaca dollprak and cafe ที่จัดขึ้นที่พาลาเดียม ประตูน้ำในวัน อาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมานะค่ะ ภายในงาน มีการออกร้านขายของที่เกี่ยวกับน้องตุ๊กตาของเรา มีวิก หลายแบบ เสื้อผ้า กางเกง และ รองเท้า และของประกอบอื่น ๆ อีกมากมาย รวมทั้งน้องตุ๊กตาด้วย เรียกว่ามางานนี้งานเดียวก็ได้ของกลับไปครบเลยค่ะ มาชม ตุ๊กตาในงานกันเถอะค่ะ
Place, People, Photo, something, somewhere, sometime, some picture เก็บภาพและเรื่องราวของวันวาน สถานที่ ผู้คน เรื่องราว เก็บไว้ในความทรงจำ และคิดถึงกันตลอดไป และอีกอย่างหนึ่งฝากสติ๊กเกอร์ไลน์ของบล็อกกันด้วยนะคะ ให้กำลังใจกันด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ *ภาพการ์ตูนและตัวการ์ตูนในบล็อกนี้ไม่อนุญาตให้นำไปใช้ในธุรกิจหรือเกี่ยวกับการพาณิชย์และกิจการโฆษณาใด ๆทั้งสิ้น นอกจากได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก P. Strawberry เท่านั้น
วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559
เที่ยวงานตุ๊กตา dollpaca
บล็อกนี้พาเพื่อน ๆ เที่ยวชมงาน doll กันค่ะ คืองาน dollpaca dollprak and cafe ที่จัดขึ้นที่พาลาเดียม ประตูน้ำในวัน อาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมานะค่ะ ภายในงาน มีการออกร้านขายของที่เกี่ยวกับน้องตุ๊กตาของเรา มีวิก หลายแบบ เสื้อผ้า กางเกง และ รองเท้า และของประกอบอื่น ๆ อีกมากมาย รวมทั้งน้องตุ๊กตาด้วย เรียกว่ามางานนี้งานเดียวก็ได้ของกลับไปครบเลยค่ะ มาชม ตุ๊กตาในงานกันเถอะค่ะ
วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559
ปลูกผักสวนครัวกันเถอะ ( กระเจี๊ยบเขียว )
บล็อกนี้มาชวนเพื่อน ๆ ปลูกกระเจี๊ยบเขียวกัน ปลูกง่ายและอยู่ได้นานแค่หนึ่งหรือสองต้น ในกระถางนะค่ะ หรือลงแปลงค่ะ ดอกก็ยังสวยอีกด้วยนะค่ะ
กระเจี๊ยบเขียว ( Okra ) ชื่อวิทยาศาสตร์ Abelmoschus esculentus ( L. ) Moench. วงศ์ Malvaceae ถิ่นกำเนิดในแถบแอฟริกาตะวันตก
ลำต้นมีสีเขียวอ่อนมีขนคลุมทั่วต้น ลำต้นสูง 1 - 2 เมตร
ใบเป็นใบเดี่ยว เป็นแฉกปลายใบแหลม
ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวสีเหลือง ดอกออกตามซอกใบไล่จากล่างขึ้นบน
ฝักเป็นแท่งมีสันที่เป็นเหลี่ยมรอบ 5 เหลี่ยมปลายฝักแหลมเมื่อแก่ฝักจะแตกออกทำให้เมล็ดแก่แตกออกมา
การปลูกกับดินร่วนชอบแสงแดดตลอดวัน ปลูกได้ในกระถางหรือลงแปลง
ประโยชน์ ปลูกเป็นพืชสวนครัวและปลูกไว้เพื่อจำหน่ายได้ ใช้ฝักอ่อนเป็นผักเครื่องจิ้มกับน้ำพริกหรือใช้แกง เช่น แกงส้ม เป็นต้น
วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2559
โรคตาแดง
โรคตาแดงเป็นโรคตาที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ คือจากเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และภูมิแพ้ ทั้ง 3 สาเหตุ ทำให้เกิดอาการตาแดงได้คล้ายคลึงกัน แต่มีลักษณะบางอย่างที่แตกต่างกันจึงควรวินิจฉัยแยกโรค เพื่อให้การรักษาและการดูแลตนเองตนเองอย่างถูกต้องและเหมาะสม
โรคตาแดงจากภูมิแพ้ ( Allergic Conjunctivitis )
เป็นการอักเสบของเยื่อบุตาที่เกิดจากการแพ้ เช่น แพ้เกสรดอกไม้ ฝุ่น ยา ควันบุหรี่ เป็นต้น มักจะเป็น ๆ หาย ๆ และเป็นร่วมกับโรคภูมิแพ้ของอวัยวะอื่น เช่น น้ำมูกไหล หืด หรือผื่นแพ้ที่ผิวหนัง เมื่อเป็นติดต่อกันนาน ๆ จะทำให้เป็นต้อลมและต้อเนื้อได้
อาการสำคัญคือ คันตามากโดยเฉพาะตรงบริเวณหัวตา, ตาแดงเรื่อ ๆ มักจะเป็นสองข้าง, ระคายเคืองตา, ตาบวม, มีน้ำตาไหล, มีเมือกหรือขี้ตาใส ๆ
การป้องกันและรักษาคือ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดการแพ้, ประคบเย็น, เพื่อลดอาการบวม, ใช้ยาหยอดตาแก้แพ้ ยาหยอดตาลดการอักเสบ และยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน
*** ตาแดงชนิดนี้ไม่ทำให้เกิดการติดต่อ ถ้าไม่มีการติดเชื้อร่วมด้วย
โรคตาแดงจากเชื้อแบคทีเรีย ( Bacterial Conjunctivitis )
เป็นการอัเสบของเยื่อบุตาที่เกิดจากการติดเชื้อ S.epidermidis, S.aureus
อาการสำคัญคือ มีอาการตาแดงไม่มาก มีขี้ตามากสีเขียวปนเหลือง ทำให้เปิดตาลำบากในตอนเช้ามักจะไม่มีอาการปวดตาหรือเคืองตา ไม่มีอาการคันอาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ บางรายมีไข้ร่วมด้วย
การรักษาคือ ใช้สำลีชุบน้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาดเปลือกตา เพื่อให้ขี้ตาอ่อนตัวลง, ใช้ยาหยอดตาปฏิชีวนะและอาจใช้ยาหยอดตาแก้แพ้ร่วมด้วย
โรคตาแดงจากเชื้อไวรัส ( Viral Conjunctivitis )
เป็นการอักเสบของเยื่อบุตาจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม adenovirus พบบ่อยในเด็กเล็ก ๆ มักระบาดในฤดูฝนและแพร่ระบาดได้ง่ายตามชุมขน โรงเรียน ถ้าไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่แรก ก็อาจติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้
อาการสำคัญคือ เยื่อบุตาขาวจะอักเสบแดงมาก ปวดตา เคืองตา มีน้ำตาไหล กลัวแสง ต่อมน้ำเหลืองหลังหูมักเจ็บและบวม มักเป็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งก่อนแล้วติดต่อมายังตาอีกข้าง
การรักษา จะรักษาตามอาการของโรค เนื่องจากเป็นเชื้อไวรัสยังไม่มียาฆ่าไวรัสนี้โดยตรง ถ้ามีขี้ตามากอาจหยอดยาปฏิชีวนะ ถ้ามีไข้ เจ็บคอ ก็ใช้ยาแก้อักเสบร่วมกับยาลดไข้ ยาลดปวด แต่ถ้ามีอาการรุนแรงมากขึ้นต้องรีบไปพบแพทย์
โรคตาแดงติดต่อกันได้อย่างไร ?
โรคตาแดงมักระบายในกลุ่มคนที่อยู่รวมกันอย่างแออัด โดยส่วนใหญ่จะติดต่อโดยตรงจากการสัมผัสกับน้ำตา ขี้ตา ของผู้ป่วย หรือคลุกคลีกับผู้ป่วยโดยตรงหรืออาจติดต่อทางอ้อมได้โดย
- ใช้มือสกปรกที่มีเชื้อโรคขยี้ตา
- ใช้สิ่งของเครื่องใช้ เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แว่นตา เครื่องสำอางค์ และของใช้อื่น ๆ ร่วมกับผู้ที่เป็นโรค
- แมลงวันหรือแมลงหวี่มาตอมตา
*** ทั้งนี้โรคตาแดง จะไม่ติดต่อทางการสบตา ทางอากาศหรือรับประทานอาหารร่วมกัน และอาการต่าง ๆ จะเกิดได้ภายใน 1 - 2 วัน และระยะการติดต่อไปยังผู้อื่นประมาณ 14 วัน
เมื่อเป็นโรคตาแดงควรปฏิบัติตัวอย่างไร ?
- ควรหยุดเรียนหรือหยุดทำงานประมาณ 1 - 2 สัปดาห์หรือจนกว่าอาการตาแดงจะหายเป็นปกติ และไม่ควรไปอยู่ในที่ชุมชน เช่น โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า หรือลงเล่นน้ำในสระ เพราะอาจนำโรคไปแพร่ติดต่อสู่ผู้อื่นได้
- เมื่อมีอาการดังกล่าว ควรปรึกษาเภสัชกรเพื่อขอคำแนะนำหรือพบแพทย์ เพื่อทำการรักษา
- ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังจากถูกตาและหมั่นล้างมือบ่อย ๆ
- ควรพักสายตา ไม่ใช่สายตามากนัก และพยายามรักษาสุขภาพ
พักผ่อนมาก ๆ ไม่ควรทำงานดึกควรนอนให้เพียงพอ
- ไม่จำเป็นต้องปิดตาไว้ตลอด ยกเว้น มีกระจกตาอักเสบ จึงปิดตาเป็นครั้งคราว
- แยกของใช้ส่วนตัว อย่าให้ผู้อื่นใช้ร่วมด้วย
- ควรใส่แว่นกันแดดเพื่อลดการระคายเคือง
- งดใส่คอนแทกเลนส์จนกว่าตาจะหายอักเสบ
- หากใช้กระดาษนุ่มซับน้ำตาหรือขี้ตาแล้ว ควรทิ้งในถังขยะที่มิดชิด
มีวิธีป้องกันไม่ให้ติดโรคตาแดงไหม ?
โรคนี้เป็นโรคที่ป้องกันได้โดยการรักษาสุขภาพอนามัยส่วนบุคคล ได้แก่
- หมั่นล้างมือด้วยสบู่อยู่เสมอ ไม่่ใช้มือที่ไม่ได้ล้างให้สะอาดขยี้ตา
- เมื่อฝุ่นละอองหรือผงเข้าตาไม่ควรขยี้ตา ให้ล้างด้วยน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว
- ในสถานที่ที่คนอยู่รวมกันอย่างแออัด ควรจัดหาน้ำสะอาดให้เพียงพอ สำหรับการล้างมือ ล้างหน้าและใช้อาบ
- ไม่ใช้สิ่งของ เช่น เครื่องสำอางค์ แว่นตา ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดมือ ถ้วยล้างตาหรือยาหยอดตา ร่วมกับผุ้อื่น โดยเฉพาะเมื่อมีโรคตาแดงระบาดต้องระวังให้มากยิ่งขึ้น
- หมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ให้สะอาดอยู่เสมอ
ขอบคุณความรู้ดี ๆ จากแผ่นพับที่จัดทำโดย งานสุขาภิบาลและควบคุมโรค โรงพยาบาลบางจากสนับสนุนโดย กองทุนหลักประกันสุขภาพ เทศบาลเมืองลัดหลวง
วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
ว่านนกคุ้ม
บล็อกนี้มาชวนเพื่อน ๆ ปลูกว่านนกคุ้มกัน ได้ว่านต้นนี้มาอย่างบังเอิญ ญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งกำลังจะย้ายบ้านจึงไม่สามารถนำต้นไม้ไปปลูกด้วยได้ จึงยกว่านต้นนี้และต้นไม้อื่น ๆอีกหลายอย่างชนิดให้มา ว่านต้นนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ใบมีลายใบที่สวยมาก และดอกที่น่ารักสีชมพูลองหามาปลูกกันนะค่ะ
ว่านนกคุ้ม ชื่อวิทยาศาสตร์ Eurycle amboinensis ( Loud ) วงศ์ Amaryllidacea
ว่านนกคุ้มเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีหัวใต้ดินที่เรียกว่าเหง้า แบบกระชายใช้สะสมอาหารไว้ใต้ดิน
ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงซ้อนสลับเป็นวงกลม ใบกลมปลายใบแหลมเล็กน้อยใบมีลายที่สวยงาม ( ดังภาพ )
ดอกเป็นดอกเดี่ยวสีชมพู ดอกออกปีละครั้ง
การขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อหรือเหง้า ปลูกในดินร่วนปนทราย รดน้ำพอชุ่มชอบแสงแดดร่ำไร จะมีการพักต้นในช่วงหน้าแล้งไม่ต้องรดน้ำปล่อยทิ้งไว้แบบนั้นในกระถาง เมื่อถึงฤดูฝนได้รับน้ำฝนต้นก็จะงอกมาใหม่ทั้งดอกและใบอย่างสวยงาม เป็นต้นไม้ที่น่ารักอีกต้นที่มาชวนให้ปลูกกันนะค่ะ
วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
โรคตับอักเสบ
โรคตับอักเสบ
ตับเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายตำแหน่งของตับอยู่ติดกับกระบังลมในช่องท้อง ใต้ชายโครงด้านขวา
หน้าที่ของตับ
ตับมีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง จะเห็นได้ว่าอาหารที่เรากินเข้าไปจะถูกย่อยและดูดซึมที่ผนังลำไส้ ลำเลียงผ่านไปตามเส้นเลือดดำเข้าสู่ตับ แล้วส่งไปเลี้ยงตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย บางส่วนจะถูกเก็บไว้ในตับ บางส่วนจะเปลี่ยนแปลงเป็นพลังงาน ทำให้ร่างกายมีกำลัง นอกจากนี้ตับยังมีหน้าสร้างเม็ดเลือดในเด็ก ทำลายเม็ดเลือดในวัยเติบโต สร้างน้ำดีและยังมีหน้าที่เปลี่ยนสารพิษ รวมทั้งนาต่าง ๆ ที่กินเข้าไปให้เป็นสารไม่มีพิษ แล้วขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ ตับช่วยสร้างสารที่ช่วยให้เลือดหยุดง่ายขณะที่มีบาดแผล ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายต่อสู้และป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย
โรคตับอักเสบ ( ดีซ่าน ) เป็นโรคที่พบบ่อย เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ กัน
1. จากเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสเอ, บี, ไม่ใช่เอ - ไม่ใช่บี, เริม, งูสวัด, คางทูม, หัดเยอรมัน ฯลฯ
2. จากการดื่มเหล้า
3. จากสารเป็นพิษและยาบางชนิด
4. จากโรคติดเชื้อ เช่น แบคทีเรีย เชื้อรา ตลอดจนพยาธิต่าง ๆ
ตับอักเสบจากเชื้อไวรัส ไวรัสที่ทำให้ตับอักเสบมีหลายชนิด เช่นไวรัสที่ทำให้เกิดเริม งูสวัด คางทูม หัดเยอรมัน แต่ที่พบบ่อยและเป็นปัญหาทางสาธารณสุขในบ้านเราคือ ไวรัสเอ, บี และนันเอ-บี
การติดต่อ เชื้อโรคจะอยู่ในอุจจาระหรือมีเชื้อไวรัสอยู่ เช่น อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ อาหารทะเล ผักสดที่ไม่ได้ล้างให้สะอาด น้ำและน้ำแข็งที่ไม่สะอาด เป็นต้น
กลุ่มคนที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสเอสูงคือ ผู้ที่อยู่ในสถานที่แออัด การสุขาภิบาลไม่ดี เช่น สถานเลี้ยงเด็ก กองทหาร เป็นต้น
ไวรัสตับอักเสบชนิดบี
เป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับและเป็นสาเหตุของมะเร็งเซลล์ตับผู้ที่เป็นจะมีเชื้อหลบอยู่ในร่างกายและเป็นสาเหตุของตับอักเสบเรื้อรังได้
การติดต่อ ส่วนใหญ่เกิดจากมารดาที่มีเชื้อไวรัสขณะตั้งครรภ์และเชื้อไวรัสนี้ติดต่อไปยังทารกในขณะคลอด ( ทารกที่เกิดจากมารดาที่มีเชื้อไวรัสบี จะกลายเป็นโรคตับอักเสบและเป็นพาหะเรื้อรังได้ ) หรืออาจเกิดจากการได้รับเลือดการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อไวรัสบี โดยเฉพาะพวกรักร่วมเพศ นอกจากนี้อาจเกิดจากเข็มที่มีเชื้อติดอยู่ การฝังเข็มด้วยเข็มที่ไม่สะอาด การสักตามตัว การใช้แปรงสีฟันและการใช้มีดโกนร่วมกับผู้ที่มีเชื้อโรค
หญิงตั้งครรภ์ที่เจาะเลือดพบไวรัสบี ควรมาพบแพทย์ตามนัดหลังหลอดแพทย์จะฉีดภูมิคุ้มกันโรคให้ทารก ซึ่งต้องฉีดเป็นระยะ ๆ เมื่ออายุแรกเกิด 1 เดือน, 6 เดือน หรืออาจฉีดเมื่ออายุแรกเกิด 1 เดือน, 2 เดือน และ 12 เดือนก็ได้ แล้วแต่ชนิดของวัคซีน ควรฉีดยาตามแพทย์นัดให้ครบ เพื่อให้ทารกสร้างภูมิคุ้มกันได้พอเพียง การป้องกันจึงจะได้ผลดี หลังคลอดมารดาสามารถให้นมบุตรได้
ตับอักเสบที่เกิดจากไวรัส นันเอ-บี ส่วนใหญ่ติดต่อทางเลือดและผลิตผลจากเลือดที่มีเชื้อนี้อยู่
การแพร่เชื้อ เชื้อโรคอาจอยู่ในน้ำลาย เลือด น้ำอสุจิ อุจจาระ บางตัวอาจทำให้เด็กทารกพิการ เช่น หูหนวก สมองเสื่อมได้
การติดต่อ จากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อโรค การได้รับเลือด การสัมผัสใกล้ชิด การร่มเพศ และหญิงตั้งครรภ์ที่ถ่ายทอดมายังทารกขณะคลอด
อาการ โรคตับอักเสบไม่ว่าจะเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดใด จะมีอาการคล้ายคลืงกัน บางคนได้รับเชื้อโรคแล้วจะไม่มีอาการอะไรเลยแต่บางคนจะมีอาการหลังได้รับเชื้อ ( ถ้าเป็นเชื้อไวรัสเอ 15 - 40 วัน และ 50 - 80 วัน ถ้าเป็นเชื้อไวรัสบี ) อาการที่พบ คือ จะมีอาการคล้ายหวัด เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดข้อ มีไข้ต่ำ ๆ อยู่ 2 - 3 วัน แล้วหายเองโดยไม่มีอาการ ตัวเหลือง ตาเหลืองให้เห็น ผู้ป่วยในกลุ่มนี้มักจะพบว่าเป็นตับอักเสบโดยบังเอิญ จากการตรวจร่างกายทั่วไป
ผู้ป่วยบางรายไข้เริ่มลดลง จะมีตัวเหลืองตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้มเหมือนขมิ้น ก่อนระยะเหลืองจะมีเชื้อไวรัสเอ ออกมากับอุจจาระจำนวนมาก ส่วนไวรัสบีและนันเอ- บี จะมีอยู่ในกระแสเลือด สารคัดหลั่งต่าง ๆ ซึ่งสามารถติดต่อไปยังผู้อื่นได้ บางรายอาการเหลืองไม่หายแต่กลับเหลืองมากขึ้น อุจจาระสีซีด คันตามตัว เพลียมากขึ้น ปวดท้องผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อเป็นจำนวนมาก อาจมีอาการรุนแรง มีท้องและขาบวม พูดเลอะเลือน เพ้อ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องใช้เวลาในการรักษานานเป็นเดือนกว่าจะหายเป็นปกติ หรือบางรายตับอักเสบชนิดรุนแรงจนตับล้มเหลวทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ แต่โชคดีที่ผู้ป่วยโรคตับอักเสบส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง มีเพียงจำนวนน้อยที่มีอาการรุนแรง
ผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบเกิน 6 เดือน ที่ยังมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหารอาจมีหรือไม่มีตาเหลืองก็ได้ เรียกว่าผู้ป่วยโรคตับอักเสบเรื้อรังสามารถทำให้เกิดโรคตับแข็งในระยะหลาย ๆ ปีต่อมาได้ และมีโอกาสเป็นมะเร็งของเซลล์ตับได้มากกว่าคนปกติ
การดูแล
เมื่อมีอาการดังกล่าวควรมาพบแพทย์ แต่ระยะเริ่มแรกเพื่อการวินิจฉัยโรค เมื่อแพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคตับอักเสบจากไวรัสนั้น ในปัจจุบันยังไม่มียากำจัดเชื้อไวรัสนี้ได้ แต่โรคนี้จะสงบลงได้เองเมื่อความต้านทานของร่างกายดีขึ้น สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ผู้ป่วยต้องประคับประคองตัวให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด ซึ่งทำได้โดย
1. พักผ่อนอย่างจริงจังในระยะแรก ๆ ตับจะทำงานน้อยลง ไม่ควรออกกำลังกายหักโหม โอกาสที่จะหายจากโรคเร็วขึ้น
2. อาหาร จะต้องกินอาหารอ่อน ย่อยง่าย ควรกินอาหารพวกแป้ง เช่น ข้าวต่าง ๆ ของหวาน น้ำหวาน เพราะย่อยและดูดซึมง่ายท้องไม่อืด อาหารพวกเนื้อสัตว์กินได้ แต่ไม่ควรมีไขมันมาก ปกติผู้ป่วยมักจะเบื่ออาหาร จึงควรฝืนใจกินเพื่อได้อาหารเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ ควรงดเครื่องดื่มประเภทสุรา เบียร์อย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้ตับอักเสบมากขึ้น
3. ไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะจะเป็นอันตรายต่อตับ สำหรับยามีความสำคัญในการรักษาน้อย พวกวิตามินและยาบำรุงตับอาจใช้ได้บางส่วนเท่านั้น จึงขออย่าคิดว่าไม่ต้องพักผ่อน ไปทำงานและเล่นกีฬาตามปกติโดยหวังยาช่วยนั้น จะไม่ได้ผลเลย
การป้องกัน
โดยรักษาอนามัยส่วนบุคคลและฉีดวัคซีนป้องกัน ( ซึ่งมีเฉพาะไวรัสตับอักเสบบีเท่านั้น )
1. ระมัดระวังในการกินอาหาร ต้องเป็นอาหารที่สุกใหม่ ๆ ไม่มีแมลงวันตอม ภาชนะที่ใส่สะอาด ใช้ช้อนกลาง
2. ล้างมือทุกครั้งก่อนจะกินอาหารและหลังอาหารและหลังจากออกจากห้องส้วม
3. อุจจาระ ปัสสาวะ เลือด อาเจียนของผู้ป่วย เทลงส้วมที่ถูกต้องมิดชิด
4. ถ้ามีคนในบ้านเป็น ควรแยกเสื้อผ้า ของเครื่องใช้ในระยะติดต่อโรค ( ควรปรึกษาแพทย์ )
5. ไม่ใช้ของใช้ร่วมกัน เช่น แปรงสีฟัน มีดโกน เป็นต้น
6. ในรายที่จำเป็นต้องสัมผัสโรค เช่น สามีภรรยา บุตร ผู้ดูแลผู้ป่วยควรฉีดวัคซีนป้องกันโรค ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าสมควรฉีดหรือไม่
7. ใช้ถุงยางอนามัย ทุกครั้งเมื่อมีการร่วมเพศกับผู้ที่สงสัยว่าเป็นโรคตับอักเสบ
8. หญิงตั้งครรภ์ควรมาฝากครรภ์แต่เนิ่น ๆ และเมื่ออายุครรภ์ได้ 6 เดือนขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเลือดเพื่อหาแอนติเจนไวรัสบี เพราะอาจติดถึงบุตรได้ ขณะตั้งครรภ์, คลอด, และการเลี้ยงดุ
9. ก่อนแต่งงานควรเจาะเลือดดูว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่เพื่อป้องกันการแพร่กระจายโรคไปสู่คนในครอบครัว
ตับอักเสบจากการดื่มเหล้า
พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ดื่มเหล้าอย่างน้อยวันละครึ่งขวดใหญ่ เป็นเวลานานเกิน 10 ปี สาเหตุเนื่องจากเหล้าไปลำลายเซลล์ตับโดยตรงและขาดอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบจากเหล้ามีอาการเบื่ออาหารอ่อนเพลีย 2-3 อาทิตย์ต่อมาจะเหลือง มีไข้ ปวดท้องใต้ชายโครงขวา ถ้ารุนแรง อาจจะมีอาการบวม พูดเลอะเลือน เพ้อได้
ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบจากเหล้า ต้องงดดื่มเหล้าโดยเด็ดขาดให้อาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย พักผ่อนให้เพียงพอ อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น ถ้ากลับไปดื่มอีกตับจะอักเสบขึ้นบ่อย ๆ ทำให้เนื้อตับถูกทำลาย และในที่สุดก็จะกลายเป็นโรคตับแข็ง
ตับอักเสบจากสาเหตุอื่น
นอกจากเชื้อไวรัสตับอักเสบและเหล้าแล้ว สาเหตุอื่นที่พบได้คือจากการกินยา เช่น ยารักษาโรค ยารักษาความดัน ยาสลบ ยาถ่าย ยาชุด เป็นต้น กล่าวคือ หลังจากกินยาแล้วผู้ป่วยมีอาการคล้ายตับอักเสบทั่วไป ดังกล่าวมาแล้ว
หรืออาจเกิดจากการติดเชื้อโรคของอวัยวะอื่น ๆ เช่น เป็นโรคปอดบวม เป็นโพรงหนองในส่วนของร่างกาย แล้วเชื้อโรคแพร่กระจายไปตามหลอดเลือดและไปที่ตับ
จากสารพิษ พวกสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น การผลิตน้ำมัน ผงซักฟอก ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหนู ฯลฯ
1. ตรวจเลือดซ้ำ หลังจากตรวจครั้งแรก 3 - 6 เดือน
2. งดดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และยาที่จะเป็นอันตราย
3. พักผ่อนเพียงพอ อย่าทำงานหักโหม
4. ออกกำลังกายได้ แต่ไม่ควรเล่นกีฬาที่ต้องออกแรงมากหรือกีฬาที่ต้องแข่งขัน
5. รับประทานอาหารให้เป็นเวลา ไม่ควรปล่อยให้หิวมาก
6. รักษาสุขภาพอนามัยส่วนบุคคล
7. งดสูบบุหรี่
8. งดใช้เครื่องใช้ส่วนตัวหรือของมีคมร่วมกับผู้อื่น
9. ใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
10.ควรพาคู่สมรสและบุตรไปตรวจเลือด ถ้าพบว่าไม่มีภูมิคุ้มกันแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกัน
11.งดบริจาคเลือดและอวัยวะต่าง ๆ ตลอดจนน้ำอสุจิที่ใช้ผสมเทียม
12.ถ้าไปรับการตรวจรักษาหรือทำฟันควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่าเป็นโรค
13.ถ้ามีอาการผิดปกติควรพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเป็นระยะ ๆ
การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ที่ได้ผลมี 2 แบบคือ ชนิด 3 เข็มและ 4 เข็ม
ฉีด 3 เข็ม 2 เข็มแรกห่างกัน 1 เดือน และเข็มที่ 3ห่างจากเข็มแรก 6 เดือน ( 0, 1, 6 )
ฉีด 4 เข็ม 3 เข็มแรกห่างกันเข็มละ 1 เดือน และเข็มที่ 4 ห่างจากเข็มแรก 12 เดือน ( 0, 1, 2, 12, )
การฉีดทั้งสองแบบอาจต้องฉีดซ้ำทุก 3 - 5 ปี
จากหนังสือ รายการกระจายเสียง วิทยุศึกษา เดือน ธันวาคม 2536หน้า 40 - 46
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

































